อันที่จริงก็มีเรื่องจะเขียนอยู่ 1-2 เรื่อง แต่ผมไม่ได้บันทึกช่วยจำไว้ ก็เลยเกิดการลืมขึ้นมาจนได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะลืมเรื่องที่อยากจะเขียน แต่ก็ทำให้อยากจะเขียนเรื่องใหม่ขึ้นมาพอดีครับ ซึ่งก็คือ "การจำกับการลืม" นั่นเอง
 
ในทางจิตวิทยากล่าวว่า "การลืมเกิดขึ้นทันทีหลังการจำเสมอ" ซึ่งหมายความว่า ในทันทีที่เราต้องการจดจำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในช่วงอึดใจเดียวเราก็จะเกิดการลืมในทันที ซึ่งในทฤษฎีเกี่ยวกับความจำนั้นได้แบ่งความจำออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
 
ลักษณะที่หนึ่ง : ความจำรับสัมผัส (sensory memory) หมายถึง ความจำที่เกิดจากประสาทสัมผัสทั้งห้าของร่างกายถูกเร้าจากสิ่งเร้าภายนอก ตัวอย่างเช่น ถ้าสิ่งเร้าของเราเป็นภาพติดตา สมองจะสามารถเก็บภาพติดตานั้นไว้ได้ประมาณครึ่งวินาที ในขณะที่เสียงก้อง (echo) นั้นสมองสามารถเก็บไว้ได้ยาวนานกว่าเล็กน้อย คือประมาณ 3 วินาที
ลักษณะที่สอง : ความจำระยะสั้น (short-term memory) หมายถึง ความจำที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาจากความจำรับสัมผัส โดยจะเลือกเก็บแต่เฉพาะข้อมูลที่เราสนใจ ซึ่งข้อมูลที่ถูกเก็บในความจำระยะสั้นนี้จะมีลักษณะเป็นจินตภาพเป็นส่วนใหญ่ และมีบ้างที่อยู่ในรูปของเสียง
ลักษณะที่สาม : ความจำระยะยาว (long-term memory) หมายถึง ความจำที่ได้รับการลงรหัสและถูกจัดเก็บเข้าสู่ระบบความจำของสมองแล้ว ซึ่งมีการค้นพบด้วยว่าข้อมูลแต่ละอย่างจะถูกเก็บอยู่ตามส่วนต่างๆ ของสมองไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น ความจำเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวตลอดจนข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงจะถูกเก็บไว้ที่สมองส่วนหน้า เป็นต้น ทั้งนี้ ยังมีการค้นพบต่อไปด้วยว่าข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่ในความจำระยะสั้นอาจถูกย้ายมาเก็บในความจำระยะยาวได้ ถ้าเรามีการทบทวนอยู่เสมอ ซึ่งการทบทวนนั้นอาจอยู่ในรูปของการท่องซ้ำๆ กัน หรือการปฏิบัติซ้ำๆ กันก็ได้
 
อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นแล้วนะครับว่า การลืมเกิดขึ้นหลังการจำเสมอ ซึ่งนักจิตวิทยาได้ค้นพบว่าหากเราไม่มีการจัดการข้อมูลที่ได้รับเข้ามา ในที่สุดแล้วเราก็จะสูญเสียข้อมูลนั้นไปทั้งหมดภายในเวลาเพียง 18 วินาที เพราะฉะนั้นแล้ว หากเราต้องการให้การเรียนหรือการทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งต้องใช้ความจำเป็นส่วนประกอบในกิจกรรมนั้นให้ประสบความสำเร็จ เราก็จะต้องหมั่นทบทวนอยู่เสมอ โดยมีหลักการง่ายๆ ว่า สิ่งใดที่ถูกระลึกถึงอยู่บ่อยๆ สิ่งนั้นก็จะถูกเก็บอยู่ในความจำได้ง่ายกว่าสิ่งที่ไม่ถูกระลึกถึงเลย
 
ทั้งนี้ ทฤษฎีเกี่ยวกับการจำและการลืมนี้ เราสามารถนำมาประยุกต์กับการเรียนการสอนได้อย่างเป็นรูปธรรมได้มากที่สุดครับ ตัวอย่างเช่น
 
- การท่องจำ (recitation) ครั้งหนึ่งในประเทศไทยของเรานี้แหละครับ (เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้หรือเปล่า ผมไม่บอกละกัน) มีนักวิชาการร้อนวิชาบางคนรวมถึงนักอะไรสักคนพยายามบอกกับคนไทยว่า การท่องจำนั้นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจมากสำหรับการเรียนรู้ของเด็ก เพราะในอดีตการเรียนรู้ของเด็กไทยขึ้นอยู่กับการท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทองจริงอย่างคนพวกนี้ว่า แต่สิ่งที่คนพวกนี้ไม่บอกก็คือ การท่องจำก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมากต่อการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน เพราะถ้าเรียนรู้แล้วไม่จดจำ สิ่งที่เรียนรู้นั้นก็จะไม่มีประโยชน์เลย เพราะทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้นั้นบอกเราว่า การเรียนรู้ถ้าปราศจากการทำซ้ำๆ หรือปฏิบัติซ้ำๆ กันแล้ว เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้มาก็จะเสื่อมสลายลงไปตามกาลเวลาด้วย
 
- การเว้นช่วงการฝึกฝน (spaced practice) สิ่งนี้เป็นรูปธรรมที่สามารถปฏิบัติได้ง่าย กล่าวคือ หากเราต้องการใช้ความจำกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การอ่านหนังสือ เราก็ไม่ควรอ่านอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ เพราะสมองจะเกิดความเครียดได้ เราจึงควรให้เวลาสมองได้ผ่อนคลายบ้างทุกๆ 15-20 นาที
 
ก่อนจะจบ Blog ในวันนี้ (ซึ่งค่อนข้างยาวสักหน่อย) ก็มีคำถามผุดขึ้นในหัวของผมว่า…ระหว่างการอ่านหนังสือก่อนนอน กับการอ่านหนังสือหลังจากตื่นนอนแล้ว อย่างไหนจะมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน?
 
ลองไปคิดกันดูเล่นๆ นะครับ
About these ads