สรุปผลงานในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 17 ประจำปี 2555

ใส่ความเห็น

หลังจากว่างเว้นจากการเขียนสรุปผลงานไปกว่า 1 ปี (เนื่องจากลืมเขียน) มาคราวนี้ก็เลยจะขอรื้อฟื้นประเพณีดั้งเดิมขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

งานมหกรรมหนังสือระดับชาติในปีนี้เป็นครั้งที่ 17 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-28 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผมเองวางแผนเหมือนกับทุกปีที่ผ่านๆ มาคือ จะใช้เวลาทั้งสิ้น 3-4 วันแล้วแต่ฤกษ์สะดวก โดยกำหนดไว้ในระหว่างวันที่ 21-24 ตุลาคม แต่เอาเข้าจริงแล้วภารกิจตรงนี้เสร็จสิ้นเพียงวันที่ 22 ตุลาคมเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกสองวันจะใช้เป็น “วันเก็บตก” คืออาจใช้เป็นวันบริจาคหนังสือเก่า หรือในกรณีที่อาจมีบางซอกบางมุมที่ยังไปไม่ทั่วถึง (ไม่ใช่ฟังก์ชันทั่วถึงแน่นอน!) ก็จะเดินสำรวจให้ทั่วก่อนจะพบกันใหม่ในงานสัปดาห์หนังสือปีหน้า

เอาล่ะ… มาสำรวจดูผลงานที่ทำได้ในครั้งนี้กันดีกว่า

เริ่มต้นที่กลุ่มหนังสือเกม SUDOKU จากบูธของ Bear Publishing (Plenary/G09) ได้มาทั้งหมด 8 เล่มกับอีก 1 กล่อง (กล่องละ 5 เล่ม) ถัดมาเป็นกลุ่มความรู้ทั่วไปจากบูธของมติชน (Plaza/V08) ได้มาทั้งหมด 2 เล่ม คือ The Big Questions: 20 คำถามสำคัญของคณิตศาสตร์ กับ The Genius of China: ต้นกำเนิด 100 สิ่งแรกของโลก
สองกลุ่มนี้เน้นการพัฒนาสติปัญญาและความรู้รอบตัว

สำหรับกลุ่มที่สาม ได้แก่ กลุ่มการเรียนการสอน ได้มาทั้งหมด 8 เล่ม ได้แก่
1. สอนคณิตศาสตร์ตามแนวคิด Brain-based Learning
2. การสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนชาวไทย
3. การวิจัยการเรียนรู้ทางคณิตศาสตร์
4. โครงงานคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา
5. การออกแบบการสอนแบบย้อนกลับ (Backward Design)
6. หนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ม.4, ม.5 และหนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ม.2 จากสำนักพิมพ์แม็ค
กลุ่มนี้เน้นเอามาใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ซึ่งเป็นงานประจำโดยเฉพาะ

กลุ่มสุดท้าย ได้มาทั้งหมด 3 เล่ม ได้แก่
1. 33 กฎทองสู่ความสำเร็จในการเป็นผู้นำ
2. การพัฒนา 10 ความสามารถหลักเพื่อก้าวสู่สุดยอดหัวหน้างาน
3. ทำอย่างไรให้ผู้อื่นยอมรับ
กลุ่มนี้เน้นเอามาใช้ในการเตรียมความพร้อมในการเป็น… ในอนาคตอันใกล้

สำหรับบรรยากาศภายในงานพบว่า “แน่นขนัด” เหมือนเดิมโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงแผนผังของงานเล็กน้อย คือ จากเดิมเวทีกลางจะอยู่ที่บริเวณ Hall A ในงานนี้ก็เปลี่ยนมาอยู่ที่โซน Atrium ซึ่งอยู่ตรงรอยต่อระหว่างโซน C กับโซน Plenary Hall (คนที่ไปเดินงานสัปดาห์หนังสือฯ หรืองานมหกรรมหนังสือฯ เป็นประจำคงนึกภาพออก) ก็ถือว่าลงตัวดีเหมือนกัน เพราะย้ายมาอยู่ตรงใจกลางของการจัดงานกันเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม นโยบายการแยกบูธที่มีนักอ่านขาประจำเป็นจำนวนมากออกมาตั้งอยู่ต่างหากก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม (หลังจากเมื่อสองปีก่อนเคยเขียนแนะนำไปแล้ว) ก็ขอให้สานต่อนโยบายนี้ไปเรื่อยๆ นะครับ

แล้วพบกันใหม่ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติในปีหน้าครับ…

เมื่อครูใหม่ถูกนักเรียนนินทา

ใส่ความเห็น

สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่สามของการทำงานที่โรงเรียนนี้ ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนักเรียนและเพื่อนร่วมงาน (ซึ่งส่วนใหญ่อายุตัวน้อยกว่าผม แต่อายุงานเยอะกว่า!) เข้ากันได้ดี อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่ผ่านเข้ามาทดสอบและผมเชื่อว่าครูใหม่ทุกท่านน่าจะเคยผ่านบททดสอบนี้มาแล้วก็คือ “การถูกนักเรียนนินทา”

เพียงแค่สามสัปดาห์ของการทำงาน ผมบันทึกเอาไว้ว่าถูกนักเรียนนินทามาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกได้รับการบอกเล่าจากเพื่อนครูที่สอนห้องเดียวกันแต่คนละวิชา (เขาสอนคณิตศาสตร์พื้นฐาน ส่วนผมสอนคณิตศาสตร์เพิ่มเติม – ผมระบุเพียงเท่านี้ ใครที่อ่าน blog ผมเป็นประจำคงพอเดาได้แล้วว่าน่าจะหมายถึงนักเรียนห้องไหน?) โดยถูกนินทาว่า “สอนไม่รู้เรื่อง แถมยังพูดบ้าบอคอแตกอะไรก็ไม่รู้”

แรงไหม?

ถ้าคุณคิดว่ายังไม่แรงพอ… ลองดูประสบการณ์ครั้งที่สองซึ่งผมเผชิญมากับหูตัวเอง ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากผมสอนนักเรียนชั้นสูงสุดของโรงเรียนจนใกล้จะหมดคาบเรียน จู่ๆ ก็มีเสียงนักเรียนหญิงคนหนึ่งลอยมาตามลมซึ่งพอจับใจความได้ว่า “สอนเหี้ยอะไรวะ… แม่งฟังไม่รู้เรื่อง!”

ถามว่าผมได้ยินไหม? ก็ตอบว่า “ได้ยิน” แต่ผมหันไปตามเสียงไม่ทัน เนื่องจากกำลังอธิบายเพิ่มเติมแบบตัวต่อตัวให้นักเรียนชายอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่คนละมุมห้องอยู่ หลังจากหมดคาบเรียน ผมจึงเก็บสิ่งที่ได้ยินเอามาไตร่ตรองอย่างรอบคอบก็พบว่ามีประเด็นที่น่าคิด ดังนี้…

ประเด็นแรก สิ่งที่ผมสอนนั้นเป็นการให้แนวคิดพื้นฐานของเรื่องใหม่ แต่ต้องเชื่อมโยงความรู้พื้นฐานที่เคยเรียนมาแล้วในชั้น ม.4 ซึ่งผมพยายามพูดซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้นักเรียนได้ระลึกถึงง่ายขึ้น สิ่งที่น่าคิดก็คือ นักเรียนหญิงคนนั้นมีปัญหากับวิธีการสอนของผมที่เน้นความรู้พื้นฐานมากกว่าเน้นการท่องจำแบบกวดวิชาเหมือนที่นักเรียนคนนั้นคุ้นเคยหรือเปล่า? หรือว่าเป็นเพราะตัวผมเองที่สอนไม่รู้เรื่องจริงๆ?

ประเด็นที่สอง หากนักเรียนมีปัญหากับวิธีการสอนของผมจริงๆ แล้วปัญหานี้จะเกิดกับนักเรียนคนอื่นๆ และระดับชั้นอื่นๆ อีกหรือไม่ เพราะมีข้อมูลบางอย่างที่ผู้บริหารของโรงเรียนเคยปรารภกับผมในช่วงแรกของการทำงาน ซึ่งพอได้ฟังแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ

ประเด็นที่สาม อาจเป็นไปได้ว่าในช่วงนี้เป็นช่วงรอยต่อระหว่างครูสองคนที่อาจมีวิธีการสอนหรือรูปแบบการสอนที่แตกต่างกัน (ผมได้มีโอกาสตรวจสมุดแบบฝึกหัดของนักเรียนย้อนหลังไปตั้งแต่เปิดภาคเรียนก็พบว่า ครูคนเก่าเน้นการท่องจำมากเกินไป) เด็กนักเรียนจึงอยู่ใน “ภาวะช็อค” และกำลังอยู่ในช่วงปรับตัว ซึ่งผมตระหนักในประเด็นนี้อยู่แล้ว ในการสอนจึงพยายามไปอย่างช้าที่สุด และพยายามใช้คำถามเพื่อกระตุ้นความคิดและความจำ แทนที่จะยัดเยียดความรู้ใหม่ลงไปอย่างเดียว ซึ่งเชื่อแน่ว่าผ่านไปแค่ชั่วข้ามคืนก็คงลืมไปจนหมดสิ้น จึงเป็นที่มาของการ “ระบาย” ผ่านทางคำพูดนั่นเอง

น่าเสียดายที่ผมไม่สามารถระบุตัวนักเรียนคนที่สองได้ หากระบุตัวได้ก็จะพูดกับเธอว่า “โชคดีที่คนซึ่งเธอพูดถึงนั้นเป็นครูของเธอ ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ครูของเธอ เขาคงไม่ปล่อยเธอไปง่ายๆ อย่างแน่นอน เพราะการใช้คำหยาบคายนั้นเป็นการกระตุ้น ‘ต่อมฉุน’ ของคนเราเป็นอย่างดี”

ประสบการณ์จริงจากการตรวจข้อสอบ

ใส่ความเห็น

ในช่วงที่โรงเรียนซึ่งผมทำงานอยู่กำลังมีการสอบกลางภาคเรียนที่ 1 อยู่นั้น ผมได้ประจำอยู่กองอำนวยการสอบเพื่อทำหน้าที่ตรวจข้อสอบแบบปรนัยเลือกตอบหลายวิชาด้วยกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่ข้อสอบแบบปรนัยเลือกตอบ หากแต่อยู่ที่ข้อสอบแบบปรนัยตอบคำถามสั้นๆ และแบบอัตนัย (เขียนบรรยาย) ซึ่งผมทำหน้าที่ในการ “ตรวจทาน” การให้คะแนนของครูเจ้าของวิชานั่นเอง

ในวิชาการวัดและประเมินผลการศึกษา ข้อสอบแบบปรนัยตอบคำถามสั้นๆ กับแบบอัตนัยมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ ข้อสอบปรนัยแบบตอบคำถามสั้นๆ มีคำตอบที่ค่อนข้างตายตัว เน้นการถามความรู้และความเข้าใจเนื้อหาวิชา ในขณะที่ข้อสอบแบบอัตนัยเน้นการให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นที่อยู่พื้นฐานของหลักวิชาการ ในการตรวจข้อสอบครั้งนี้มีหลายวิชาที่เป็นข้อสอบแบบปรนัยตอบคำถามสั้นๆ ผมสังเกตว่าถึงแม้ข้อสอบจะถามอย่างตรงไปตรงมาเน้นความจำและความเข้าใจเป็นสำคัญ แต่ก็มีนักเรียนจำนวนมากทีเดียวที่เว้นไว้ไม่ตอบหรือมิฉะนั้นก็ตอบไม่ตรงคำถาม ข้อสรุปเดียวที่เป็นไปได้ก็คือ นักเรียนมีความรู้น้อยมากหรือไม่มีความรู้เลยในเนื้อหาที่เรียน

ยกตัวอย่างเช่น ในวิชาภาษาไทยระดับ ม.4 ข้อสอบถามเกี่ยวกับตัวละครสำคัญที่เป็นเจ้าเมือง 4 เมืองในเรื่องอิเหนามีใครบ้าง? หากนักเรียนได้อ่านหนังสือมาแล้วก็คงตอบได้ไม่ยาก ได้แก่ ท้าวดาหา ท้าวกุเรปัน ท้าวกะหมังกุหนิง และท้าวกาหลัง แต่ก็ยังมีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ตอบหรือที่ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาตอบก็เขียนคำตอบแบบส่งเดช

ส่วนข้อสอบแบบอัตนัยนั้นปรากฏเด่นชัดในวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งนักเรียนต้องใช้ความรู้ที่เรียนมาแล้วมาใช้ในการทำข้อสอบก็ปรากฏว่า นักเรียนกว่า 90% ส่งกระดาษเปล่า หรือถึงแม้บางคนจะพยายามเขียนอธิบายทุกวิถีทางเพื่อนำไปสู่คำตอบที่ถูกต้อง แต่ก็เป็นแบบ “ดำน้ำ” คือเป็นคำอธิบายที่ไม่สมเหตุสมผลในทางคณิตศาสตร์ การให้คะแนนของครูเจ้าของวิชาก็เป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะไม่รู้ว่าจะเอาคำตอบส่วนไหนมาให้คะแนน ข้อสรุปที่เป็นไปได้ก็คือ นักเรียนไม่สามารถเขียนอธิบายความคิดของตัวเองได้ เรื่องนี้นับว่าน่าเป็นห่วงมาก เพราะนักเรียนสมัยนี้เคยชินกับการสอบแบบปรนัยเลือกตอบ เมื่อครูออกข้อสอบแบบอัตนัยก็ทำให้นักเรียนไม่สามารถทำคะแนนจากการสอบชนิดนี้ได้ดีเท่ากับการสอบแบบปรนัยเลือกตอบที่มีโอกาส “เดาคำตอบ” ได้ถูกต้องมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ที่เขียนมานี้ไม่ได้หมายความว่าข้อสอบแบบปรนัยเลือกตอบไม่สมควรสนับสนุน หากแต่การออกข้อสอบแบบปรนัยเลือกตอบที่ดีต้องมีการปิดช่องทางในการเดาทุกรูปแบบเท่าที่จะเป็นไปได้ ส่วนการออกข้อสอบแบบอัตนัยก็มีจุดอ่อนอยู่ในตัวเองคือเราไม่สามารถออกข้อสอบครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการวัดผลได้ทั้งหมด จึงอยู่ที่ครูมากกว่าว่าจะใช้การวัดผลแบบใดจึงจะวัดความสามารถของนักเรียนได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด

ครูขาช่วยพูดภาษาคนได้ไหมคะ

ใส่ความเห็น

เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อนสอบกลางภาค (อันเป็นสัปดาห์แรกของการทำงานของผมที่โรงเรียนนี้) ผมได้เข้าไปสอนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติมสำหรับนักเรียนชั้น ม.2/1 การเรียนการสอนก็ดูเหมือนจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่เมื่อสอนไปได้สักพักก็พบว่านักเรียนหลายคนเกิดอาการ “งงเป็นไก่ตาแตก” สังเกตได้จากสีหน้าและแววตาของนักเรียนแต่ละคนที่เต็มไปด้วยคำถามว่า “อะไร?” “ทำไม?” แต่การเรียนการสอนก็ต้องดำเนินต่อไป จนกระทั่งหมดคาบเรียนได้กลับมาใคร่ครวญอย่างรอบคอบก็พบว่า แท้ที่จริงแล้วตัวเองต่างหากที่ใช้วิธีสอนไม่ถูกต้องเพราะผมใช้วิธีสอนแบบเดียวกับที่สอนนักเรียน ม.5 กับ ม.6 กล่าวคือ สอนแบบบรรยายด้วยการให้ทฤษฎีพร้อมทั้งคำอธิบายและตัวอย่างการใช้งานพอสังเขปแล้วตามด้วยการทำแบบฝึกหัด รวมถึงปัญหาที่สำคัญของการสอนคณิตศาสตร์ที่ครูคณิตศาสตร์น่าจะเคยเจอทุกคน คือ การใช้ภาษาที่ยากเกินกว่าที่นักเรียนจะเข้าใจได้ เพราะต้องไม่ลืมว่าคณิตศาสตร์มีความเป็นนามธรรมสูง ครูจึงมีหน้าที่ในการเปลี่ยนนามธรรมให้เป็นรูปธรรมด้วยการยกตัวอย่างจำนวนมากๆ รวมทั้งการให้คำอธิบายด้วยภาษาง่ายๆ ให้เหมาะสมกับคุณวุฒิและวัยวุฒิของนักเรียนหรือที่คนทั่วไปเรียกว่า “ภาษาคน” นั่นเอง

จนกระทั่งเมื่อวานนี้ ผมได้เข้าไปสอนชั้น ม.2/1 อีกครั้งหลังจากสอบกลางภาคเสร็จสิ้น คราวนี้ผมตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการสอนใหม่โดยแบ่งการสอนเป็นหัวเรื่องย่อยๆ คอยตรวจสอบผลสะท้อนกลับ (feedback) เป็นระยะๆ ตลอดการสอนในแต่ละหัวเรื่องด้วยการถามคำถามให้นักเรียนตอบทีละคนพร้อมกับให้แรงเสริมเมื่อนักเรียนตอบคำถามได้ถูกต้อง คราวนี้นักเรียนเข้าใจประเด็นที่สอนดีขึ้น นักเรียนเริ่มสนุกกับการเรียน ส่วนครูก็น่าเชื่อว่าวิธีการสอนในลักษณะนี้น่าจะประสบความสำเร็จกับนักเรียน ม.2 อีกสองห้องที่เหลือด้วย

โดยสรุป
1. การใช้ภาษาในการสอนคณิตศาสตร์ของครูมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะตัววิชาคณิตศาสตร์เองเป็นภาษาชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ภาษาสัญลักษณ์” (symbolic language) ซึ่งเป็นภาษาที่เข้าใจยาก ครูจึงต้องเปลี่ยนภาษาสัญลักษณ์ให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่าย รวมถึงการให้ตัวอย่างประกอบที่หลากหลายเพื่อให้นักเรียนเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
2. การสอนในระดับ ม.5 กับ ม.6 ของผมในช่วงที่ผ่านมายังไม่พบปัญหาที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ภาษาในการสอน แต่ในสัปดาห์ต่อๆ ไปก็คงต้องใช้วิธีการเดียวกันกับที่ใช้กับนักเรียน ม.2 เพียงแต่ปรับ “ลีลาในการสอน” ให้เหมาะสมกับวัยวุฒิของนักเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัยต่อไป

ขอโทษครับคุณครู-ขอโทษค่ะคุณครู

ใส่ความเห็น

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผมมีตารางสอนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ชั้น ม.6/3 ระหว่างเวลา 13.00-14.40 น. (2 คาบเรียนติดต่อกัน) โดยเมื่อวันพุธ (18) ท้ายคาบเรียน นักเรียนในห้องได้ขอให้ผมดำเนินการจัดทบทวนก่อนสอบกลางภาคในสัปดาห์หน้าให้ในวันที่ 19 ผมจึงไปหาโจทย์ที่เป็นข้อสอบเอ็นทรานซ์ปีเก่าๆ (ตรงนี้ขอย้ำว่า “เอ็นทรานซ์” ไม่ใช่ “แอดมิชชั่น” อันเป็นการรับประกันความเก่าแก่ของข้อสอบได้เป็นอย่างดี – ฮา) ได้ทั้งหมด 3 ข้อ ซึ่งมีความยากง่ายเหมาะสมกับนักเรียนสายศิลป์-คำนวณ หลังจากผมเขียนโจทย์บนกระดานเสร็จ ก็ท้าทายนักเรียนว่า “ใครที่สามารถคิดได้ก่อนสามารถขึ้นกระดานได้ทันที” ในวันนี้นับว่าน่าแปลกใจที่เด็กซึ่งคุยกันอย่างเดียวในครั้งแรกที่ได้พบกัน โดยไม่ใส่ใจกับสิ่งที่ผมกำลังสอนอยู่ กลับกระตือรือร้นที่จะ “คุยไป ทำโจทย์ไป” จนเสียงดังขึ้นมาหลายครั้ง ทำให้ผมต้องคอยเตือนพวกเขาให้เบาเสียงลงบ้าง

ในที่สุดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นในช่วงท้ายคาบเรียน (ประมาณ 10 นาทีก่อนหมดเวลา) เมื่อนักเรียนกลุ่มใหญ่พากันเดินออกจากห้องเรียนอย่างหน้าตาเฉยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผม แล้วก็พากันส่งเสียงดังอึกทึก ผมเข้าใจว่าเสียงนั้นคงดังไปถึงห้องฝ่ายกิจการนักเรียนที่อยู่ชั้นล่างในตำแหน่งที่ตรงกับห้องเรียนของ ม.6/3 พอดี ครูฝ่ายกิจการนักเรียนท่านหนึ่งจึงขึ้นมา “ไล่” ให้เข้าห้องเรียนพร้อมกับถามหา “ครูประจำวิชา” บังเอิญที่ผมอยู่หน้าห้องเรียนพอดีจึงได้โอกาสคุยกัน สิ่งที่ผมกับครูท่านนั้นคุยกันเป็นสิ่งที่นักเรียน ม.6/3 คาดเดาไม่ได้จนกระทั่งเกิดอาการ “จิตตก” ไปตามๆ กัน เห็นได้จากพฤติกรรม “ส่องกระจก” เพื่อสังเกตการณ์จากข้างในห้อง

ความจริงแล้วสิ่งที่ผมกับครูท่านนั้นคุยกันเป็นเพียงการถามไถ่เรื่องการทำงานในฐานะครูใหม่เท่านั้น แล้วยังย้ำกับผมอีกว่า “ขอให้ครูอดทนกับเด็กพวกนี้ให้มากๆ นะครับ” จากนั้นก็เดินจากไป

หลังจากนั้นผมก็เดินกลับไปที่ห้อง ม.6/3 ซึ่งในขณะนั้นยังมีเวลาเหลืออีกประมาณ 5 นาทีก่อนหมดเวลา นักเรียนทั้งหลายที่มัวแต่ “ส่องกระจก” ก็แตกฮือกลับเข้าประจำที่กันอย่างเรียบร้อย คนที่มีโต๊ะเรียนประจำตำแหน่งอยู่ใกล้หน้าต่างมากที่สุดก็มายืนออกันที่ประตู ทุกคนถามผมในเรื่องเดียวกันว่า “ครูเป็นอย่างไรบ้าง?” “โดนดุหรือเปล่า?” ในขณะนั้นสีหน้าของผมเรียบเฉยที่สุดเพราะทราบดีว่าไม่ได้มีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นอย่างที่เด็กๆ วิตกกันไปเอง ผมตัดสินใจตอบนักเรียนกลุ่มนั้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “ไม่มีอะไรจริงๆ” แล้วก็เข้าประจำการที่โต๊ะครูหน้าห้องเรียน ส่วนนักเรียนนั่งเงียบกริบกันทุกคน

ผมหันไปที่กระดานอีกครั้ง แล้วหยิบปากกาเขียน white board สีแดงขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อ เพื่อเขียนไว้ตัวโตๆ ว่า

“อยากให้พวกเราควบคุมตัวเองให้ดีกว่านี้ พวกเราโตแล้ว!”

จากนั้นไม่กี่อึดใจ เมื่อเสียงกริ่งบอกเวลาดังขึ้น หัวหน้าห้องบอก “นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ”

แทนที่นักเรียนทั้งห้องจะพูดพร้อมกันว่า

“ขอบคุณครับคุณครู/ขอบคุณค่ะคุณครู” อย่างที่ทุกท่านคุ้นเคยกันดีเมื่อสมัยเป็นเด็กน้อยตาดำๆ

แต่พวกเขากลับกล่าวพร้อมกันว่า…

“ขอโทษครับคุณครู/ขอโทษค่ะคุณครู”

ผมยืนขึ้นรับการเคารพของเด็กๆ ด้วยอารมณ์ที่หลากหลายทั้ง “ดีใจ” “แปลกใจ” และ “ซาบซึ้ง”

ผม “ดีใจ” เพราะนักเรียนได้ทราบแล้วว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และอาจนำความเสียหายมาสู่ตนเองและผู้อื่นได้

ผม “แปลกใจ” เพราะเป็นพฤติกรรมที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับนักเรียน ม.6/3 ที่ผมได้พบกันเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ที่ผ่านมา

ผม “ซาบซึ้ง” เพราะนักเรียนกล่าวคำว่า “ขอโทษครับคุณครู/ขอโทษค่ะคุณครู” ด้วยเสียงอันดังและหนักแน่น ทำให้ผมเชื่ออย่างสนิทใจว่าเป็นการกระทำจากใจจริง ไม่ใช่ทำแบบขอไปที

หลังจากผมเดินกลับห้องทำงานแล้ว ผมใช้เวลาครุ่นคิดอยู่สักพักก็ได้ข้อสรุปจากเรื่องราวนี้ว่า…

ประการแรก ตัวผมเองยังมีประสบการณ์น้อยเกินไปในการควบคุมชั้นเรียนให้อยู่ในระเบียบวินัย ดังนั้น จากนี้ไปจะต้องเรียนรู้และ “ใจแข็ง” กับการกระทำหรือพฤติกรรมบางลักษณะของนักเรียน เพื่อมิให้การกระทำนั้นเป็นการทำลายระเบียบวินัยของชั้นเรียนอีกต่อไป

ประการที่สอง ตัวนักเรียนเองมีความใฝ่ดีอยู่ในตัว แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้นักเรียนเหล่านี้ไม่มีโอกาสในการแสดงพฤติกรรมใฝ่ดีอย่างที่ตนเองอยากทำ

ประการที่สาม ความเข้าใจจิตวิทยาของวัยรุ่นนับว่ามีความสำคัญมาก นักเรียนในวัยนี้มักคิดว่าตนเองโตแล้ว แต่แท้ที่จริงคือ “โตแต่ตัว แต่พฤติกรรมยังคงแสดงความเป็นเด็กอยู่” คือการดื้อรั้นนั่นเอง จึงเป็นที่มาของการที่ผมเขียนว่า “…ต้องรู้จักควบคุมตัวเอง…” เพื่อลดการแสดงพฤติกรรมความเป็นเด็กลง หากทำได้ตามนี้ก็อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาได้บรรลุ “วุฒิภาวะทางอารมณ์” หรือความพร้อมในการเป็นผู้ใหญ่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งช่วงเวลานับจากนี้ไปผมจะเฝ้าสังเกตพวกเขาไปเรื่อยๆ คอยตักเตือนเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม จนกระทั่งพวกเขาสำเร็จการศึกษาในเดือนมีนาคมปีหน้า…

วันแรกของการเป็นครู (ตอนที่ 2)

ใส่ความเห็น

บทความตอนนี้จะเป็นการสรุปบทเรียนที่ได้จากการไปสาธิตการสอนที่โรงเรียน… (ขอสงวนชื่อ) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา บทเรียนแรกที่ผมได้รับ คือ “ความสนใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียน” ซึ่งดูเหมือนว่าการนำเข้าสู่บทเรียนในวันนั้นประสบความสำเร็จพอสมควร แต่เนื่องจากเวลาที่มีเพียง 1 คาบเรียน คือ 50 นาที จึงไม่อาจขยายความอะไรได้มากนัก จึงกระโจนเข้าสู่เรื่องที่จะนำเสนอทันทีโดยอาศัยความรู้เดิมที่นักเรียนเพิ่งได้รับสดๆ ร้อนๆ จากการนำเข้าสู่บทเรียนนั่นเอง

นักเรียนที่ตั้งหลักได้แล้วก็ให้ความร่วมมือในการทำโจทย์เป็นอย่างดี มีการถกเถียงกับเพื่อนที่นั่งข้างๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย (สำหรับบางคน) อย่างไรก็ตาม มีนักเรียนบางคนที่หลับในเวลาเรียน (ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึง 10 โมงเช้าด้วยซ้ำ!) จนผมต้องส่งสัญญาณด้วยสายตาอำมหิตไปให้เพื่อนนักเรียนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ซึ่งก็ได้ผลชั่วครู่ แล้วพอผมเผลอก็หลับต่อ (ฮา) เพราะฉะนั้นแล้ว มันจึงเป็นเรื่องที่ยากแต่ท้าทายสำหรับครูที่จะทำอย่างไรให้นักเรียนให้ความสนใจกับบทเรียนที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งผมคงต้องค่อยๆ เรียนรู้ต่อไป

บทเรียนประการที่สอง คือ “ยั่วยุให้นักเรียนคิด ดีกว่าใช้การบรรยายอย่างเดียว” เพราะคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องใช้ความคิด ผมจึงใช้โจทย์ที่มีความหลากหลายตั้งแต่ง่ายโคตรไปจนถึงโคตรยาก โดยเฉพาะโจทย์ข้อโคตรยากมีการ ยั่วยุนักเรียนว่า “ครูใช้เวลาคิดโจทย์นี้ถึง 2 ชั่วโมง หวังว่าจะมีใครสักคนในที่นี้คิดได้เร็วกว่าครู” ซึ่งผมก็ปล่อยให้นักเรียนจริงและนักเรียนสมมติได้ลองคิดกันสักพัก ในระหว่างนี้ ผมเดินสำรวจรอบห้องดูว่า “กระดาษทด” ของนักเรียนทุกคนมีร่องรอยมากน้อยแค่ไหน ก็ปรากฏว่ามีนักเรียนจำนวนไม่ถึงครึ่งที่พยายามคิด ส่วนที่เหลือลอกโจทย์แล้วเว้นว่าง หรือไม่ก็มีร่องรอยการทดเลขบ้างเล็กน้อย สำหรับนักเรียนสมมติที่ให้ความร่วมมือในการคิดโจทย์ที่ผมให้ด้วยนั้น ได้ส่งกระดาษทดให้ผมดูแล้วถามว่า “ครูคะ ถูกไหมคะ?” ผมบอกว่า “ยังครับ พยายามคิดต่อไป” ซึ่งอันที่จริงแล้วคำตอบนั้นถูกต้องอยู่แล้ว แต่นักเรียนสมมติยังเขียนคำตอบไม่ครบถ้วนตามที่โจทย์กำหนด จึงต้องบอกไปเช่นนั้น

หลังจากผมให้เวลาประมาณ 5 นาที ก็มีนักเรียนโพล่งออกมาว่า “หนูคิดได้แล้วค่ะ!” เท่านั้นแหละ… ผมไม่รอช้ารีบเสริมแรงด้วยการบอกว่า “ถ้าเช่นนั้นลองออกไปแสดงวิธีคิดให้ครูดูหน่อยสิ” แล้วนักเรียนสาวคนนั้นก็ออกไปขีดๆ เขียนๆ แถมยังมีการทดเลขให้ดูอีกต่างหาก ปรากฏว่ามีการทดเลขผิด ผมก็ชิงพูดว่า “คิดเลขผิด!” เท่านั้นแหละเธอก็ลนลานหาใหญ่เลยว่าผิดตรงไหน เธอใช้เวลาสักพักก็ค้นพบว่าตัวเอง “คิดเลขผิดจริงๆ” หลังจากที่เธอแก้ไขการคำนวณเสร็จแล้ว ผมก็ตรวจคำตอบทั้งหมดแล้วบอกว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบ ส่วนเธอก็ยิ้มแบบสะใจที่เอาชนะครูได้ (ฮา)

บทเรียนประการที่สาม คือ “ใส่ใจนักเรียนให้ทั่วถึง และอย่าลืมสบตานักเรียน” ในช่วงต้นของคาบเรียน ความตื่นเต้นยังคงมีอยู่ ผมจึงเอาแต่พูดกับนักเรียนแถวหน้า จนกระทั่งผ่านไป 10 นาที ผมเริ่มตั้งหลักได้และเริ่ม “เมามัน” กับการสอนมากขึ้น ผมเริ่มซักถามนักเรียนแต่ละแถวอย่างทั่วถึง และสบตานักเรียนทุกคน (ถึงแม้ว่าบางคนจะไม่ได้ถูกผมถามคำถามก็ตาม) ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับครู เพราะนักเรียนบางคน (รวมถึงตัวผมเองเมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อยตาดำๆ) อาจมีความรู้สึกอยากเรียนวิชานี้หรือมีแรงบันดาลใจบางอย่างจากครูคนนั้นเพียงเพราะพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ จากครู เช่น การสบตาแม้เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ตาม หรือการให้คำชมหากนักเรียนทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นต้น

บทเรียนประการที่สี่ คือ “ครูต้องหยุดการสอนทันที หากมีนักเรียนทำอะไรประหลาดๆ ในชั้นเรียน” เรื่องนี้สำคัญมากเพราะนอกจากจะเป็นการทำลายสมาธิของครูแล้ว ยังเป็นการฆาตกรรมเพื่อนนักเรียนโดยอ้อมด้วย ครูจึงจำเป็นต้องยุติการสอนกลางคัน เพื่อให้เพื่อนนักเรียนช่วยกันสำรวจว่าเกิดอะไรขึ้น สำหรับผม… มีนักเรียนหญิงแถวหลังคู่หนึ่งคุยกันจนเสียงมาถึงหน้าชั้นเรียน ผมจึงหยุดการสอน แล้วใช้สายตาอำมหิตจ้องไปที่นักเรียนหญิงคู่นั้น ก็ปรากฏว่านักเรียนทั้งห้องมองไปทางหลังห้องเป็นสายตาเดียวกัน นักเรียนสมมติที่นั่งใกล้ๆ จึงต้องสะกิด แล้วผมจึงดำเนินการสอนต่อไป

บทเรียนประการสุดท้าย คือ “เป็นความจริงทางจิตวิทยาที่ว่าสมาธิของนักเรียนจะคงอยู่ได้ไม่เกิน 20 นาที” ในบทเรียนที่แล้วผมเขียนถึงนักเรียนที่คุยกันในชั้นเรียนก็ปรากฏว่าเป็นเวลาหลังจากเริ่มต้นคาบเรียนไปประมาณ 15 นาที ดังนั้น ต่อจากนี้ไปเมื่อถึงเวลาสอนจริงคงต้องมีการปรับแผนการจัดการเรียนรู้ให้เป็นแบบ “ช่วงๆ” (ไม่ใช่หลินฮุ่ยและหลินปิงแน่นอน – ฮา) เพื่อให้นักเรียนมีสมาธิกับสิ่งที่เรียนและสามารถทำความเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น

วันแรกของการเป็นครู

1 ความเห็น

หลังจากที่ผมตัดสินใจยุติการเรียนในระดับปริญญาโท ก็ถึงเวลาที่จะต้องหางานทำซึ่งสามารถใช้ความรู้ขั้นต่ำในระดับปริญญาตรีที่มีอยู่ได้ ซึ่งเป้าหมายของงานมีเพียงอย่างเดียวคือการเป็น “ครูสอนคณิตศาสตร์” ตามความรู้ปริญญาตรีที่ได้รับ ผมใช้เวลาอยู่พอสมควรในการค้นหางานทางเว็บไซต์จัดหางานต่างๆ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมาได้รับการติดต่อจากโรงเรียน… (ขอสงวนชื่อ) ให้มารับการสัมภาษณ์ในวันรุ่งขึ้น

ในวันที่ 20 มิถุนายน ทางโรงเรียนได้นัดให้ผมไปรับการสัมภาษณ์ในเวลาประมาณ 10.00 น. การสัมภาษณ์ก็เป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งในตอนท้ายของการสัมภาษณ์ทางโรงเรียนได้นัดหมายให้ผมมา “สาธิตการสอน” ในวันที่ 27 มิถุนายน เวลา 09.00 น. เป็นขั้นตอนสุดท้าย

ทางโรงเรียนเปิดโอกาสให้ผมเลือกว่าจะสาธิตการสอนในชั้นใด ผมตกลงเลือกชั้น ม.4 ถ้าถามว่าเหตุผลลึกๆ ที่เลือกระดับชั้นนี้คืออะไร ก็ตอบได้เลยว่า เป็นความต้องการของตัวเองอยู่แล้วที่จะสอนคณิตศาสตร์ในระดับ ม.ปลาย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญมากที่สุด

สำหรับเรื่องที่ง่ายที่สุดแต่กลับยากที่สุดก็คือ “การเลือกหัวข้อที่จะสาธิตการสอน” เพราะอย่าลืมว่าโรงเรียนเพิ่งจะเปิดภาคเรียนที่ 1 มาได้เพียง 1 เดือนเศษเท่านั้น ดังนั้น เนื้อหาการเรียนการสอนจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า หลายๆ คนที่เรียน ม.ปลาย ร่วมยุคเดียวกับผมคงพอจำได้ว่าเนื้อหาคณิตศาสตร์ ม.4 นั้นเริ่มต้นจาก “ทฤษฎีเซต” แล้วก็ตามด้วย “ระบบจำนวนจริง” แต่หลังจากมีการประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด ได้มีการแทรกเรื่อง “การให้เหตุผล” (Reasoning) เอาไว้ระหว่างเรื่อง “ทฤษฎีเซต” กับเรื่อง “ระบบจำนวนจริง” ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจเลือกหัวข้อ “การให้เหตุผลแบบอุปนัย” มาใช้สาธิตการสอนในวันนี้ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ คือ

ประการแรก: การให้เหตุผลถือเป็นหัวใจสำคัญของการค้นพบองค์ความรู้ทางคณิตศาสตร์ ความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าในระดับต้นหรือในระดับงานวิจัย ล้วนเกิดขึ้นจากการให้เหตุผลทั้งสิ้น

ประการที่สอง: การให้เหตุผลแบบอุปนัยสามารถนำมาประยุกต์เป็นเกมได้ เช่น การตอบปัญหาว่า 3 พจน์ถัดไปของลำดับ 1, 3, 9, 27 คืออะไร ก็ต้องใช้การให้เหตุผลแบบอุปนัยในการตอบ

ประการที่สาม: หัวข้อ “การให้เหตุผล” เป็นหัวข้อเรื่องที่จบภายในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงความรู้กับหัวข้ออื่นๆ มากนัก นักเรียนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนและมีความคิดรวบยอดได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาอันสั้น (ทางโรงเรียนกำหนดให้ผมสาธิตการสอนในสถานการณ์จริง ไม่มีตัวแสดงแทน ในเวลา 1 คาบเรียน ประมาณ 50 นาที)

หลังจากเลือกหัวข้อที่จะสาธิตการสอนได้แล้วก็ต้องมาวางแผนการสอน โดยผมได้วางแผนการสอนโดยการจัดให้มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่น่าจะทำให้เสร็จได้ภายใน 1 ชั่วโมง (เกิน 1 คาบเรียนมาเล็กน้อย เป็นการเผื่อเหลือเผื่อขาด)

ในที่สุด “วันแรก” ของการเป็นครูก็มาถึง…

ผมเดินทางไปถึงโรงเรียนในเวลาประมาณ 07.45 น. ก็เข้าไปรายงานตัวกับฝ่ายธุรการ ผมจำได้ว่าเวลาประมาณ 08.45 น. ครูสอนคณิตศาสตร์ท่านหนึ่งเข้ามาแจ้งว่า ผมจะต้องไปสอนนักเรียนชั้น ม.4/1 ในคาบที่ 2 (09.30-10.20 น.) จนกระทั่งเวลา 09.20 น. ทางฝ่ายวิชาการพร้อมด้วยคณะผู้บริหารของโรงเรียนก็(หิ้วปีก)พาผมขึ้นไปยังห้องเรียน ม.4/1 ก็นั่งรออยู่หน้าห้องเรียน ระหว่างที่นั่งรอก็ได้มีโอกาสสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติของนักเรียนที่นี่

หลังจากที่พูดคุยกันได้สักพัก “เสียงกริ่งแห่งความตาย” ก็ดังไปทั่วบริเวณโรงเรียน อันเป็นสัญญาณว่าได้เวลาเข้า “ห้องเชือด” แล้ว

หลังเสียงกริ่งแห่งความตายสิ้นสุดลง รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการของโรงเรียนเดินเข้าไปในห้องเรียน ม.4/1 เพื่อนัดแนะอะไรบางอย่างกับนักเรียน หลังจากผ่านไปประมาณ 2-3 นาที รองผู้อำนวยการฯ ก็ออกมานอกห้องพูดว่า “เชิญคุณครูค่ะ” นั่นเป็นสัญญาณว่า ผมกำลังจะเป็นครู(ชั่วคราว)แล้ว

หลังจากนั้นคณะผู้บริหารโรงเรียนก็เดินเข้าทางหลังห้องเพื่อสังเกตการสอนของผม รวมถึงแสดงบทบาทเป็นนักเรียนไปด้วย ส่วนผม… เดินเข้าทางหน้าห้อง (แถมเป็นห้องแอร์อีกต่างหาก)

ทันใดนั้น… หัวหน้าห้องบอก “นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ”

นักเรียนทั้งห้อง “สวัสดีครับ/ค่ะ คุณครู

แล้วก็ตามธรรมเนียมเมื่อเป็นการพบกันครั้งแรกก็มีการแนะนำตัว จากนั้นก็พูดคุยกันเล็กๆ น้อยๆ

ทฤษฎีการเรียนรู้ทฤษฎีหนึ่งบอกว่า “การนำเข้าสู่บทเรียนด้วยการใช้คำถามเป็นการเร้าความสนใจของผู้เรียนได้ดี” ผมจึงเริ่มด้วยคำถาม “ใครเคยมาเรียนสายบ้าง?”

นักเรียนทั้งห้องเงียบสนิทอยู่สักพัก จนกระทั่งมีเสียงนักเรียนหนุ่มน้อยคนหนึ่งทำลายความเงียบด้วยการตอบว่า “ผมเคยครับ”

ผมจึงถามคำถามต่อไปว่า “เพราะอะไรจึงมาสาย?” (สังเกตว่าผมใช้คำถาม “เพราะอะไร” เพื่อให้นักเรียนแสดงเหตุผลแล้วนำเข้าสู่หัวข้อ “การให้เหตุผลแบบอุปนัย”) นักเรียนคนนั้น “ตอบ” แต่ “เหมือนไม่ตอบ” หรือ “ตอบไม่ตรงคำถาม” เพราะสิ่งที่เขาตอบนั้นไม่ใช่การแสดงเหตุผลที่ดี

หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนคำถามแล้วลองถามนักเรียนคนอื่นๆ บ้าง ซึ่งก็มีแนวโน้ม “ที่ดี” ในการแสดง “เหตุผลที่เป็นเหตุผล” แต่ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายเพราะว่านักเรียนหลายคนเริ่มออกนอกเส้นทาง ผมจึงต้องตะล่อมให้กลับเข้าสู่เนื้อหาที่ต้องการนำเสนอในวันนี้ ซึ่งก็คือ “การให้เหตุผลแบบอุปนัย”

ผมเริ่มต้นด้วยคำถามอีกเช่นเคย…

เป็นครั้งแรกที่นักเรียนส่วนใหญ่สามารถตอบคำถามได้อย่างถูกต้องและ “มีเหตุผลประกอบ”

หลังจากนั้นผมเริ่มถามคำถามที่ยากขึ้น พร้อมทั้งกำชับว่าในการตอบคำถามนั้น ขอให้มาพร้อมเหตุผล

ผมถามคำถามแบบนี้ซ้ำอีก 2-3 คำถาม โดยมีคำถามท้ายๆ ที่ผมต้องบอกตามตรงว่า “คาดไม่ถึง” ว่านักเรียนจะคิดได้อย่างรวดเร็ว และเป็นวิธีคิด (หรือเหตุผล) ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงกับ “โพย” ที่ผมเตรียมมา” อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับในวิธีคิดของพวกเขา เพราะสิ่งนี้ได้นำไปสู่คำตอบที่ถูกต้องเช่นกัน

ข้อเตือนใจอย่างหนึ่งของคนเป็นครูคณิตศาสตร์ก็คือ… เมื่อนักเรียนแสดงเหตุผลที่สมเหตุสมผลและนำไปสู่คำตอบที่ถูกต้องเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ตรงกับวิธีคิดของครูก็ตาม ครูควรให้การเสริมแรง (reinforcement) ด้วยการชมเชย และยอมรับว่าเป็นวิธีคิดที่แหวกแนว แต่ถูกต้องเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แผนการสอนที่เตรียมมาในช่วง “สรุปบทเรียน” ไม่ได้ถูกนำมาใช้ เพราะว่าเวลา 50 นาทีสำหรับ 1 คาบเรียนนั้นไม่เพียงพอ แล้วก็ได้เวลากล่าวลานักเรียน (เหมือนกับว่าจะลาออกอย่างไรอย่างนั้น)

“ขอบคุณครับ/ค่ะ คุณครู

หลังจากเสร็จสิ้นการสาธิตการสอนแล้ว ก็ได้มีโอกาสพูดคุยกันถึงเรื่องการทำงานที่นี่ (ตอนแรกเขาว่าจะพาไปดูห้องทำงาน แต่เขาคงลืมไปแล้ว) พร้อมทั้งบอกกำหนดการเริ่มงานว่า ให้ผมเริ่มงานที่นี่ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไป

ป.ล.

1. นักเรียนที่นี่เรียก “ครู” ว่า “ครู” ซึ่งผมชอบแบบนี้มากกว่าการเรียก “ครู” ด้วยคำว่า “อาจารย์” เหมือนอย่างโรงเรียนรัฐบาลหลายแห่ง

2. ผมไม่เอ่ยชื่อของโรงเรียน เพื่อจะรอเฉลยทีเดียวในวันที่ 16 กรกฏาคม

3. ในระหว่างการสอน ผมทำสิ่งที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยในระหว่างการทำโจทย์เรื่องการให้เหตุผลแบบอุปนัยนั้น ผมได้พูดออกไปว่า “โจทย์เดียวกัน แต่มีหลายวิธีคิด หากวิธีคิดนั้นถูกต้อง ย่อมให้คำตอบเดียวกันเสมอ” แล้วก็ตามด้วย “แต่โจทย์เดียวกัน หากมีหลายวิธีคิด แล้วแต่ละวิธีนั้นก็ให้คำตอบที่ถูกต้องเช่นกัน ก็ถือว่าทุกคำตอบนั้นถูกต้องด้วย” ซึ่งข้อความหลังเป็นการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดอย่างมหันต์อย่างไม่น่าให้อภัยจริงๆ ซึ่งถ้าเรามีวาสนาต่อกัน ผมก็คงต้องแก้ไขความผิดพลาดนี้เป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน

Older Entries