เมื่อวันก่อน (21 พ.ค.) ได้ short trip ไปจังหวัดจันทบุรี ซึ่งจังหวัดนี้ไม่เคยไปมาก่อนเลย ไม่รู้ว่าสภาพบ้านเมือง ผู้คนเป็นยังไง พอไปแล้วก็แปลกใจว่าทำไมคนไม่คึกคักเท่าไหร่ แต่ที่สะดุดตามากๆ เลยก็คือ รถขนส่งผลไม้ อย่างที่หลายๆ คนทราบดีว่าเมื่องจันท์มีอะไรที่ขึ้นชื่อบ้าง นี่ก็ถือว่าเยอะมากๆ เลยครับ นอกจากทุเรียนแล้วก็ยังมีรถขนเงาะ รถขนลองกอง (ไม่แน่ใจว่าลางสางหรือเปล่า เพราะหน้าตามันคล้ายๆ กัน) เห็นอย่างนี้แล้วก็ประทับใจมากๆ เลยว่าคนเมืองจันท์นี่มีของดีอยู่คู่จังหวัด

ในวันนั้น… เรามาถึงที่พัก (ขอให้อ่านย่อหน้าหลังๆ ซึ่งพูดถึงที่พักนะครับ) ประมาณ 12.00 น. (ถ้าผมจำไม่ผิด) จากนั้นก็จัดการ check-in เสร็จแล้วประมาณบ่ายโมงก็ออกเดินทางไปเที่ยว Oasis Seaworld ที่นี่เป็นที่จัดการแสดงของโลมา ซึ่งมีโลมาหลายชนิดออกมาแสดงความสามารถ เช่น โลมาปากขวด, โลมาหัวบาตร และที่น่าตื่นเต้นและประทับใจผมมากๆ ก็คือการที่มีโอกาสได้เห็น โลมาสีชมพู ซึ่งเป็นโลมาที่ว่ากันว่าหายากมากในประเทศไทย ถ้าเพื่อนๆ คนไหนที่ยังไม่เคยเห็นก็ลองดูรูปที่ผมนำมาฝากได้เลยนะครับ

เวลาล่วงเลยมาถึงประมาณ 16.00 น. ก็ออกเดินทางมาเที่ยวที่ คุกขี้ไก่ จำได้ว่าสมัยเรียนอยู่มัธยม อยากมาเที่ยวที่นี่มากๆ เลยครับ เคยเห็นแต่รูปถ่ายในหนังสือเรียน จินตนาการไว้ว่าคงมีบริเวณที่กว้างพอสมควร มีรั้วรอบขอบชิด แต่พอมาใกล้ๆ จะถึงสถานที่ดังกล่าวแล้ว มีป้ายบอกทางไปคุกขี้ไก่ ก็โอเคนั่งรถไปตามทิศที่ป้ายบอก พอป้ายบอกทางหายไป เริ่มสังหรณ์ใจว่าน่าจะหลงทาง แต่ความจริงแล้วไม่หลงหรอกครับ น้องสาวผมบอกว่า เลยมาแล้ว… ก็เลยวนรถกลับไปดู ตอนแรกผมนึกว่าต้องขับรถเข้าซอยไป แต่ปรากฏว่าสถานที่นี้ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ซึ่งมุ่งหน้าไปทางแหลมสิงห์นี่เอง ส่วนสภาพภูมิทัศน์ของคุกขี้ไก่เป็นอย่างไรก็ติดตามจากรูปภาพที่ผมจะนำมาลงไว้เลยนะครับ

จากนั้นเวลาประมาณ 17.00 น. ก็ออกมาเที่ยวที่ น้ำตกพลิ้ว ที่น้ำตกพลิ้วนี้ ไม่ได้ทำอะไรมากมายหรอกครับ รู้สึกว่าตอนนั้นค่อนข้างจะเย็นมากแล้ว ได้เดินไปแค่น้ำตกชั้นแรกกับชั้นที่สอง แล้วก็ได้ถ่ายรูปคู่กับป้ายชื่อน้ำตกพลิ้วมาด้วย ลองติดตามดูละกันครับ

พอเวลาประมาณ 17.30 น. ก็ออกเดินทางกลับมาทานข้าวที่ร้าน Du Gong ซึ่งเป็นร้านอาหารทะเลแถวๆ หาดเจ้าหลาวนั่นแหละครับ ร้านนี้ก็เลือกไปทานแบบสุ่มๆ เหมือนกัน ในใจก็หวั่นๆ เหมือนกันว่าจะอร่อยไหม ก็ปรากฏว่าส่วนใหญ่ก็ใช้ได้ครับ  พอประมาณ 18.15 น. นี่เห็นกลุ่มฝนตั้งเค้ามาจากในทะเลครับ เห็นชัดเจนเลยว่าฝนกำลังตกปรอยๆ อยู่กลางทะเลเลย ยังนึกกลัวเลยว่ากลุ่มฝนนั้นจะพัดขึ้นฝั่งมาทางร้านอาหารที่กำลังนั่งทานกันอยู่หรือเปล่า นั่งทานไป ก็จ้องกลุ่มฝนนั้นไปด้วย เหมือนมีกระแสจิตสั่งเลยครับ ปรากฏว่ากลุ่มฝนนั้นเปลี่ยนทิศไปขึ้นฝั่งห่างจากเราประมาณ 1-2 กิโลเมตร ก็เรียกว่าโชคดีไปที่ไม่ต้องตากฝนทานอาหารเย็น เพราะตอนนั้นทางร้านไม่มีที่ร่มเลย เนื่องจากมีลูกค้าใช้บริการอยู่เต็ม ทานเสร็จประมาณ 20.00 น. ก็เดินทางกลับที่พัก…

นั่นคือสิ่งที่ประทับใจนะครับ…

สิ่งประทับใจผ่านพ้นไป แต่สิ่งที่เรียกว่า "ความซวย" ก็เข้ามาแทนที่ ซึ่งก็คือที่พักนั่นเองครับ ก็ขอเล่าก่อนว่า short trip คราวนี้ไม่ได้วางแผนเลยว่าจะพักที่ไหน เพราะเข้าใจดีว่าช่วงวันหยุดยาวเทศกาลวันวิสาขบูชา คนคงถือโอกาสพักผ่อนยาวๆ กันแน่นอนว่าตามโรงแรมและรีสอร์ตใหญ่ๆ ก็คงไม่มีห้องว่าง ทางเลือกของเราก็เลยมีแต่โรงแรมหรือรีสอร์ตเล็ก และแล้วหวยก็มาออกที่รีสอร์ตขนาดเล็กแห่งหนึ่งแถวๆ แหลมจ้าว ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี นั้นเองครับ ดูจากสภาพภายนอกแล้วก็เรียกได้ว่าเป็นรีสอร์ตที่ค่อนข้างใหม่ทีเดียว แต่พอเข้าไปด้านในห้องพักแล้ว ก็มีความไม่ประทับใจเกิดขึ้นทันที

เริ่มต้นกันที่ห้องน้ำ… ห้องน้ำที่นี่ไม่มีกลอน พูดถึงห้องน้ำไม่มีกลอนนี่ไม่เท่าไหร่ แต่ที่ร้ายกว่าก็คือ ขนาดของห้องน้ำ ผมคะเนความกว้าง x ความยาว อย่างคร่าวๆ ได้ประมาณ 2 x 2 เมตร ซึ่งพื้นที่ขนาดนี้มีทั้งส้วมชักโครก อ่างล้างหน้า และฝักบัวอาบน้ำ อยู่แทบจะติดกันหมดเลย เวลาจะหันซ้าย-ขวา เวลาจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้านี่แทบจะทำไม่ได้เลย

เอาล่ะ… ทั้งหลายทั้งมวลที่เล่าถึง "ความซวย" นี่ถือว่าเล็กน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ผมจะเล่าต่อไป…

ตกกลางคืนประมาณ 21.00 น. ได้เวลาเข้านอน ก็อาบน้ำเสร็จอย่างทุลักทุเล ซักพักได้ยินเสียงน้องสาวตะโกนว่ามีแมลงตัวเล็กๆ อยู่เต็มพรมเลย เท่านั้นแหละครับ… ทุกคนไม่เป็นอันนอนกันล่ะ ในที่สุดก็ไปคุยกับเจ้าของรีสอร์ต แล้วก็ได้ข้อสรุปกันว่าเราจะไม่ค้างคืนที่นี่แล้ว และเดินทางกลับบ้านทันทีในเวลาประมาณ 22.00 น.