มาต่อกันเลยนะครับ… สำหรับกรณีที่สองที่ผมจะเล่าให้คุณฟัง ก็เป็นเรื่องความรักในวัยเรียนอีกเช่นกันแต่อาจจะต่างจากกรณีแรกอยู่ซักหน่อย คือกรณีนี้ฝ่ายชายชอบฝ่ายหญิง แต่ว่าฝ่ายหญิงไม่ได้รู้สึกชอบพอฝ่ายชายแต่อย่างใดครับ
 
น้องฝ่ายหญิงเข้ามาปรึกษาผมว่า ปัญหานี้จะจัดการแก้ไขอย่างไรดี ซึ่งปัญหานี้ก็ยอมรับเป็นเรื่องที่ยากมากที่จะรับฟังว่าฝ่ายชายนั้นชอบพอฝ่ายหญิงหรือไม่ เพราะผมได้มีโอกาสพูดคุยกับน้องฝ่ายหญิงเพียงคนเดียว แต่เท่าที่ได้สดับตรับฟังน้องฝ่ายหญิงคนนี้เล่าให้ฟังประมาณ 2 – 3 ครั้งก็พอจะเชื่อได้ในระดับหนึ่งว่า ฝ่ายชายนั้นมีความชอบพอกับฝ่ายหญิงค่อนข้างแน่นอน
 
เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง ซึ่งผมค่อนข้างแน่ใจว่าฝ่ายชายนั้นชอบพอกับฝ่ายหญิง ก็ได้ลองถามฝ่ายหญิงดูว่า รู้สึกอย่างไรเมื่อพี่เอาแต่ฟังอย่างเดียว น้องเขาก็บอกว่าก็รู้สึกแปลกใจว่าทำไมไม่พูดอะไรเลย ผมก็เลยชี้แจงให้เขาฟังว่า การเป็นที่ปรึกษาที่ดีนั้นก็คือ การเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย เราต้องพยายามเก็บรายละเอียดที่เขาเล่ามาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้….
 
ซึ่งพอชี้แจงแล้วน้องเขาก็เข้าใจเป็นอย่างดี….
 
จากตัวอย่างนี้คงพอจะเห็นภาพได้ว่า บทบาทของการเป็นผู้ให้คำปรึกษาและผู้รับคำปรึกษานั้น ถ้าหากว่าต่างฝ่ายต่างเข้าใจบทบาทซึ่งกันและกัน การแก้ปัญหาย่อมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีอุปสรรคน้อยที่สุด แต่ถ้าหากว่าต่างฝ่ายต่างก็ไม่เข้าใจบทบาทของกันและกัน การแก้ปัญหาก็ย่อมไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
 
เมื่อถึงจุดนี้… ผมพยายามชี้แจงกับน้องฝ่ายหญิงต่อว่า "ที่ผมต้องฟังให้มากที่สุดนั้น ก็เพื่อให้น้องได้ระบายในสิ่งที่น้องรู้สึกอึดอัดกับการที่มีเพื่อนผู้ชายเข้ามาแซว เข้ามากระเซ้าเย้าแหย่ ฯลฯ อีกอย่างก็คือพยายามทำให้น้องได้คายความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองออกมาให้ได้…"
 
ถามว่า… ทำไมผมถึงต้องพยายามบีบให้น้องเขาคายความรู้สึกที่แท้จริงออกมา?
 
คำตอบก็คือ ในช่วงที่ผมได้ฟังเรื่องราวต่างๆ ที่น้องเล่าออกมานั้น มีหลายช่วงหลายตอนที่ผมมีความรู้สึกว่า น้องเขาอาจรู้สึกชอบพอกับฝ่ายชาย แต่ไม่อาจแสดงความรู้สึกนั้นกับฝ่ายชายโดยตรงได้ (แต่น้องได้บอกเล่ากับผมอย่างหนักแน่นว่า ไม่รู้สึกอะไรกับเขาจริงๆ) อาจเป็นเพราะเขินอาย หรืออะไรก็แล้วแต่ ดังนั้น ผมจึงต้องพยายามฟังให้มากยิ่งขึ้นเพื่อตอกย้ำ หรือหักล้างสมมติฐานที่ผมตั้งขึ้น ซึ่งก็ยังไม่ปรากฏว่ามีความขัดแย้งใดๆ กับข้อมูลที่มีอยู่เลย….
 
แต่ในเมื่อน้องเขายังยืนยันว่า ไม่ได้รู้สึกอะไรจริงๆ ก็คงจะไปฝืนเขาไม่ได้หรอกครับ ผมก็คงทำได้เพียงเท่านี้จริงๆ แต่กระนั้นก็ตาม ผมก็ยังพร้อมรับฟังเรื่องราวต่างๆ ที่น้องเขาจะมาเล่าให้ผมฟังอยู่เสมอ อย่างน้อยก็เพื่อให้น้องเขารู้สึกสบายใจเมื่อได้ระบายเรื่องราวที่อัดอั้นตันใจ และที่สำคัญก็คือเพื่อให้ได้รับข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำมาพิจารณาปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน และเมื่อภาพนั้นสมบูรณ์แล้วก็อาจจะค้นพบคำตอบว่า จริงๆ แล้วทั้งสองคนมีความรู้สึกต่อกันอย่างไร?
 
อย่างไรก็ตาม ภาพนั้นจะไม่มีวันสมบูรณ์ได้เลย ถ้าหากว่าผมไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับน้องฝ่ายชายว่าเขาคิดอย่างไรกับน้องฝ่ายหญิงกันแน่? และนั่นก็คือปัญหาที่ต้องขบแก้กันต่อไปว่า ผมจะหาโอกาสคุยกับน้องฝ่ายชายได้อย่างไร ในเมื่อใน Sudichat นั้นก็มีเพียงแต่น้องฝ่ายหญิงเท่านั้นที่รู้จักกับผม และก็เป็นไปไม่ได้ด้วยที่น้องฝ่ายหญิงจะชวนน้องฝ่ายชายเข้ามาใน Sudichat เพื่อเปิดอกคุยกัน…
 
คุณคิดว่า ผมควรจะทำอย่างไรดี??