คาดว่าคนที่เป็นพสกนิกรชาวไทยคงได้สดับตรับฟังพระราชดำรัส อันถือเป็นพระบรมราโชวาทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมา พระราชดำรัสของพระองค์ท่านได้แสดงถึงนัยหลายๆ อย่างที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจะต้องนำไปขบคิด แก้ปัญหา ไม่ใช่ตะแบงไปเรื่อยๆ หรือพยายามบิดเบือนพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่าน
  • ประเด็นแรก: พระองค์ท่านรับสั่งถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ซึ่งมีนัยในลักษณะที่ให้บรรดาฝ่ายตุลาการได้ร่วมกันคิดหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น
  • ประเด็นที่สอง: พระองค์ท่านรับสั่งอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียว พรรคเดียว มันเป็นไปไม่ได้ นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย
  • ประเด็นที่สาม: รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ไม่ใช่เครื่องมือของพระมหากษัตริย์ที่จะทรงใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัย โดยเฉพาะเรื่องของ "นายกรัฐมนตรีพระราชทาน" นี่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยอีกเช่นเดียวกัน

กล่าวเฉพาะประเด็นแรก การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญนั้นจะเกิดขึ้นได้ 2 กรณีคือ

  1. สภาครบวาระ 4 ปี – ในกรณีนี้จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่สภาฯ ครบวาระ
  2. มีการประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ – ในกรณีนี้จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 60 วัน

โปรดสังเกตช่วงเวลาให้ดีนะครับ… รัฐธรรมนูญบัญญัติเกี่ยวกับช่วงระยะเวลาที่จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ อยู่ระหว่าง 45 – 60 วัน ถามว่าทำไมผู้ร่างรัฐธรรมนูญ (ซึ่งก็คือสภาร่างรัฐธรรมนูญ) จึงกำหนดไว้เช่นนั้น? คำตอบก็คือ เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีระยะเวลาเตรียมการจัดการเลือกตั้งอย่างเหมาะสมและเพียงพอ

การที่กำหนด 45 วันหลังจากวันที่สภาฯ หมดวาระก็เป็นเพราะว่า รู้อยู่แล้วว่าสภาฯ จะหมดวาระ ดังนั้น ก่อนที่สภาจะหมดวาระ ผู้ที่เกี่ยวข้องก็น่าจะเตรียมการได้พอสมควร จึงกำหนดให้มีการจัดการเลือกตั้งภายใน 45 วัน

ส่วนการที่กำหนด 60 วันหลังจากวันที่สภาฯ ถูกยุบ ก็เป็นเพราะว่า การยุบสภาฯ ไม่อาจมีใครทราบได้ล่วงหน้าว่า จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ฝ่ายที่ต้องมีส่วนในการเลือกตั้งจึงต้องการเวลาอย่างเพียงพอที่จะเตรียมการต่างๆ ให้สมบูรณ์

ทีนี้ถ้าเราย้อนหลังไปยังวันที่คุณทักษิณประกาศยุบสภาฯ แล้วนับจากวันนั้นไปถึงวันเลือกตั้ง คือ ในวันที่ 2 เมษายนนั้น มีช่วงระยะเวลาเพียง 37 วันเท่านั้น หลายฝ่ายจึงออกมาบอกว่า เป็นการไม่สมควร เพราะทำให้พรรคการเมืองอื่นๆ มีเวลาเพียง 37 วันที่จะเตรียมตัวให้พร้อม

ประเด็นนี้ก็เลยบานปลาย เป็นเหตุให้พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งขันด้วย เนื่องจากมีความไม่ชอบธรรมในการกำหนดวันเลือกตั้งนั่นเอง

แต่ทว่า… คนบางคนใน "พรรคใหญ่" ก็ออกอาการปากพล่อย บอกว่าพวกนี้กลัวแพ้ เลยไม่ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นอย่างน่าไม่อายที่สุดประเด็นหนึ่งที่คนในพรรคนี้ก่อขึ้นมา

จากเรื่องการไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งขันดังกล่าว ก็เลยกลายเป็นประเด็นที่สองคือ การที่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งเพียงคนเดียว พรรคใหญ่พรรคเดียว

ถ้าคุณเป็นคนที่สนใจการบ้านการเมือง หรือพอมีความรู้ทางด้านรัฐศาสตร์อยูบ้าง จะพบว่าไม่ว่าในระบอบการปกครองแบบใดก็ตาม มักจะมีการเลือกตั้งแฝงอยู่ด้วยเสมอ ดังนั้น นักรัฐศาสตร์หรือใครก็ตามที่พอจะมีตรรกะที่ดีอยู่บ้าง ก็จะบอกว่า การเลือกตั้งไม่ใช่เครื่องแสดงความเป็นประชาธิปไตย หากแต่การเลือกตั้งเป็นเพียง เครื่องมือของประชาธิปไตยเท่านั้น

ดังนั้น ถ้าคุณจะกล่าวอ้างว่าการเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย ก็ต้องทำให้การเลือกตั้งมีการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกัน ไม่มีใครที่เสียเปรียบจากกติกาที่ยึดถือร่วมกันอยู่


สำหรับประเด็นที่สอง – ด้วยตรรกะอย่างง่ายๆ ลองย้อนอดีตไปเมื่อสมัยที่คุณยังเรียนหนังสืออยู่ในชั้นประถมศึกษา หรือมัธยมศึกษา หลายโรงเรียนอาจให้มีการเลือกประธานนักเรียน หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือหัวหน้าห้อง/หัวหน้าชั้น จะมีตัวแทนนักเรียนเข้าแข่งกันมากมาย (หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ ไม่ต่ำกว่า 2 คน) เรียกว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (นักเรียน) ก็มีตัวเลือก แน่นอนว่าบรรยากาศในการหาคะแนนเสียงย่อมเป็นไปอย่างเข้มข้น แต่ถ้าเปรียบเทียบกับกรณีที่ไม่มีคู่แข่งเลย คุณคิดว่าใครจะได้รับเลือกตั้งล่ะ?

คำตอบก็สุดแสนจะง่ายดาย ก็คือไอ้คนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งคนเดียวนั่นเองครับ…

ดังนั้น กฎหมายเลือกตั้งจึงกำหนดหลักเกณฑ์ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "กฎ 20 เปอร์เซนต์" นั่นเอง สาระสำคัญของกฎที่ว่านี้ก็คือ ในกรณีที่เขตเลือกตั้งใดมีผู้สมัครเพียงคนเดียวโด่เด่ ผู้นั้นจะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. (หรือ ส.ว.) ได้ก็ต่อเมื่อ ผู้มีสิทธิลงคะแนนในเขตเลือกตั้งนั้นพร้อมใจกันลงคะแนนให้กับผู้นั้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ขอย้ำว่ากฎนี้ใช้เกณฑ์ "จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด" นะครับไม่ใช่ "จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์"

สมมติว่าในเขตเลือกตั้งของคุณมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 1,000 คน และมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 600 คน ดังนั้น นายเหลี่ยม ซึ่งผมขอสมมติว่าเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. (หรือ ส.ว.) เพียงคนเดียวในเขตเลือกตั้งนี้จะต้องได้รับคะแนนเสียง 200 คะแนน จึงจะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. (หรือ ส.ว.) ซึ่งคิดจาก 1,000 x (20/100) ไม่ใช่ 120 คะแนน ซึ่งคิดจาก 600 x (20/100)


ประเด็นที่สาม – ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่น่าจะทำให้ใครหลายๆ คนเข้าใจผิดมากทีเดียว โดยเฉพาะแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งก็ออกมาปลุกกระแสเรื่องนายกรัฐมนตรีพระราชทานมาตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งล่าสุดก็ได้ประกาศยุติการใช้เรื่องนายกรัฐมนตรีพระราชทานเป็นธงนำในการเคลื่อนไหวแล้ว

สำหรับเรื่องนี้พระองค์ท่านได้มีพระราชดำรัสในทำนองว่า มาตรา 7 นั้นไม่ใช่มาตราครอบจักรวาลที่ให้อำนาจพระมหากษัตริย์กระทำการใดๆ ได้โดยพระราชอัธยาศัย การกระทำใดๆ ของพระมหากษัตริย์ซึ่งอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นไปตามหลักการ The king can do no wrong นั่นหมายความว่า พระมหากษัตริย์จะไม่ทรงรับผิดใดๆ ทั้งสิ้น นี่จึงเป็นที่มาของการที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแทบทุกฉบับบัญญัติให้มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ ในการประกาศใช้กฎหมายต่างๆ ตลอดจนพระราชหัตถเลขาอันเกี่ยวเนื่องกับการบริหารราชการแผ่นดิน

ส่วนประเด็นในสมัยที่ท่านศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ องคมนตรี ซึ่งเคยได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในยุคหลังจากสิ้นสุดเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ แล้วนั้น หลายฝ่ายบอกว่าเป็นนายกรัฐมนตรีพระราชทาน แต่อย่างไรก็ตาม ในวันนั้นในหลวงทรงมีพระราชดำรัสว่า ขอให้กลับไปศึกษาประวัติศาสตร์กันใหม่ และโดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็ทำให้ได้ทราบว่า ถึงแม้จะมีนายกรัฐมนตรีพระราชทานก็จริง แต่การแต่งตั้งนั้นจะต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอ ซึ่งในสมัยนั้นระบุว่า ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นได้แก่ รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ขัดกับหลักการ The king can do no wrong รวมทั้งไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ด้วย นั่นหมายความว่า ถ้าหากจะได้มีนายกรัฐมนตรีพระราชทานอย่างแท้จริง กลไกต่างๆ จะต้องดำเนินต่อไป ซึ่งก็คือต้องมีสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อน

Advertisements