คุณทักษิณทำให้คนไทยได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างมากมาย  ไม่ว่าจะเป็นด้านบวก ด้านลบ หรือด้านมากๆ ก็ตาม ด้านบวกก็มีเหมือนกัน อย่างเช่น ความพยายามในการเอาระบบ CEO มาใช้ในระบบราชการ ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ระบบราชการไทยนั้นใหญ่โตเกินไป ดังนั้น จึงมีการปฏิรูประบบราชการโดยให้เหตุผลอย่างสวยหรูว่า ทำให้ระบบราชการเล็กลง แต่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (แต่เหตุผลแฝงเร้นนั้น ผมขอไม่กล่าวถึงก็แล้วกันครับ) ผลของการปฏิรูประบบราชการดังกล่าวทำให้เกิด CEO ขึ้นในหลายๆ ส่วนราชการ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ว่าฯ CEO, ทูต CEO ฯลฯ
 
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ถ้ามองในแง่ธุรกิจแล้ว นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะทำให้อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่คนไม่กี่คน แต่ถ้ามองในแง่บ้านเมืองแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ปกติ เพราะอย่าลืมว่า ทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งไม่เหมือนกับเอกชนที่มีผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของ ดังนั้น การตัดสินใจใดๆ ในนโยบายสาธารณะจึงส่งผลกระทบในวงกว้าง การมอบอำนาจการตัดสินใจ การกำหนดนโยบาย จึงไม่ใช่การตัดสินใจของคนเพียงไม่กี่คน (ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือ รัฐบาล) แต่ต้องเป็นการตัดสินใจหรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ ต้องฟังความคิดเห็นจากประชาชนในประเทศเสียก่อนที่จะนำไปสู่การตัดสินใจในนโยบายที่จะนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม
 
ด้านลบของคุณทักษิณก็มีไม่น้อยเช่นกัน ที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ การไม่รับฟังคำวิจารณ์จากคนในสังคม ลักษณะเช่นนี้สะท้อนความเป็น CEO ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงได้มีพระราชดำรัสตอนหนึ่งเมื่อปีก่อนว่า คนที่เป็น CEO นั้นต้องรู้จักรับฟังความคิดเห็นเสียบ้าง อีกสิ่งหนึ่งก็คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจคนใกล้ตัวมากเกินไป จนนำมาสู่วลีที่ว่า "4 ขันที กับ 1 ขันทวย" เพราะไม่ว่าคุณทักษิณจะทำอะไร ก็จะฟังและเชื่อคน 5 นี้เสมอไป และทำให้เกิดความผิดพลาดในหลายๆ เรื่อง
 
สิ่งสำคัญที่ผู้นำ (ไม่ว่าในระดับใดก็ตาม) พึงมีก็คือ ความมีสัจจะ เพราะสัจจะทำให้ผู้คนเลื่อมใส และมั่นใจว่าคนๆ นี้พูดจริง ทำจริง แต่หลายครั้งจากข่าวสารที่ผ่านเข้ามา ได้พิสูจน์ชัดว่า คุณทักษิณขาดคุณสมบัติข้อนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
 
ถ้าคุณมีความจำที่ดีอยู่… ก่อนหน้าที่คุณทักษิณจะประกาศยุบสภาฯ เพียงไม่กี่ชั่วโมง คุณทักษิณประกาศออกมาอย่างยโสว่า "ไม่ยุบหรอก รอชาติหน้าตอนบ่ายๆ"
 
ดังนั้น สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากคุณทักษิณประการสุดท้ายก็คือ เราได้เรียนรู้ว่า ชาติหน้าตอนบ่ายๆ นั้นมาเร็วกว่าที่คิดครับ