ผมเคยอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ครั้งหนึ่ง แล้วบังเอิญไปเจอบทความเกี่ยวกับการมองโลกในแง่ดี เขาบอกว่าการมองโลกในแง่ดีนั้นก่อให้เกิดผลดีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกายที่ดีขึ้น สุขภาพจิตที่ดีขึ้น หรือแม้กระทั่งคนรอบข้างเราก็พลอยจะมีสุขภาพดีขึ้นไปด้วย แต่ประเด็นวันนี้มาดูการมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับการสำเร็จการศึกษาของบัณฑิตกันดีกว่าครับ…
 
แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้นจะขอให้ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับการอุดมศึกษาไทยเสียก่อนดังนี้
  • หลักสูตรในระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่กำหนดระยะเวลามาตรฐานไว้ที่ 4 ปีการศึกษา แต่ไม่เกิน 8 ปีการศึกษา (หรือสองเท่าของระยะเวลามาตรฐานนั่นเอง) แต่ในบางหลักสูตรเช่น คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะเภสัชศาสตร์ กำหนดระยะเวลามาตรฐานไว้ที่ 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปีการศึกษา และสำหรับนิสิตนักศึกษาในสายแพทยศาสตร์ เช่น คณะแพทยศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ และคณะทันตแพทยศาสตร์ กำหนดระยะเวลามาตรฐานไว้ที่ 6 ปี แต่ไม่เกิน 12 ปีการศึกษา

จะเห็นได้ว่า ถ้าคุณสำเร็จการศึกษาภายใน 4 ปี แน่นอนว่าคุณย่อมสำเร็จการศึกษาพร้อมกับคนส่วนใหญ่ แต่หากว่าล่าช้าออกไปแม้เพียงปีเดียว คุณก็จะสำเร็จการศึกษาพร้อมกับคนที่สำเร็จการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หรือคณะเภสัชศาสตร์เลยล่ะครับ แต่เอาล่ะ… บางคนอาจเกิดความรักในสถาบันของตัวเองอย่างยิ่งยวด ก็อาจขอทดเวลาไปเป็น 6 ปี เพียงเท่านี้คุณก็จะสำเร็จการศึกษาพร้อมๆ กับคนที่สำเร็จการศึกษาจากสายแพทยศาสตร์ทั้งหลาย

การมองโลกในแง่ดียังไม่หมดเพียงเท่านี้ครับ…
 
หากทอดเวลาออกไปถึง 8 ปีการศึกษา นี่ก็นับได้ว่าคุณเป็นปู่สถาบันเลยทีเดียว แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าสถาบันคงยอมให้คุณทดเวลาออกไปอีกไม่ได้อีกแล้ว สำหรับคนที่มีขีดจำกัดที่ 8 ปีการศึกษาก็คงต้องหาทางสำเร็จโทษตัวเองก่อนที่สถาบันจะสำเร็จโทษคุณเสียเอง แต่สำหรับคนที่เรียนในคณะเภสัชศาสตร์หรือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ก็อาจได้ต่อลมหายใจออกไปอีก 2 ปี แต่หลังจากนั้นแล้วทางสถาบันก็คงไม่ยอมให้คุณทดเวลาออกไปอีก และคุณก็จำเป็นต้องสำเร็จโทษตัวเองก่อนเช่นเดียวกัน
 
สุดท้าย… สำหรับคนที่มีความรักในวิชาชีพแพทย์ทั้งหลาย รักในเพื่อนร่วมโลก เช่น สุนัขหรือแมว เป็นต้น หรือรักในช่องปากของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทางสถาบันก็ยอมต่อเวลาให้คุณค้นหาความรักนั้นต่อไปอีก 2 ปี แต่หลังจากนั้นแล้วทางสถาบันคงเห็นว่าความรักของคุณคงไม่มีทางเพิ่มขึ้นมากไปกว่านี้ได้ คนที่รู้ชะตากรรมตัวเองก็คงต้องชิงลงมือสำเร็จโทษตัวเองเสียก่อนอย่างแน่นอนที่สุด
 
ทั้งหมดที่เขียนมานี้ก็เพียงเพื่อให้กำลังใจสำหรับใครหลายๆ คนที่ยังไม่สำเร็จการศึกษา ขอให้เชื่อเถอะครับว่าวันที่คุณสำเร็จการศึกษาจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน ขอแค่ตั้งเป้าหมายว่ากูต้องทำได้… กูต้องทำได้… ท่องเอาไว้ แล้วทำให้ได้จริง วันนั้นย่อมมาถึงในไม่ช้าครับ
Advertisements