ในประเทศไทย… สำหรับใครก็ตามที่สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นปริญญาใบไหนก็แล้วแต่ สิ่งที่เป็นผลพวงตามมามี 2 อย่างก็คือ
  • ต้องเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือผู้แทนพระองค์
  • ต้องมีเทศกาลฉลองความสำเร็จ

เป็นธรรมดานะครับ โดยเฉพาะในประเทศไทยแล้ว ก็อย่างที่ผมเขียนไว้ใน Blog ชิ้นที่ผ่านมาว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่บัณฑิตรับปริญญาบัตรจากพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้นพิธีอันสำคัญยิ่งนี้ใครพลาด ก็เป็นที่น่าเสียดายเลยทีเดียว เพราะในชีวิตๆ หนึ่งโอกาสที่ท่านจะได้เข้าเฝ้าฯ อย่างใกล้ชิดแบบนั้นแทบจะหาไม่ได้อีกแล้ว

ส่วนเรื่องของเทศกาลฉลองความสำเร็จนั้นก็เป็นธรรมดา เมื่อทำอะไรประสบความสำเร็จก็มักจะมีการเลี้ยงฉลองกันยกใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่เมื่อได้รับชัยชนะแล้วก็จัดงานเลี้ยงขอบคุณชาวบ้านกันอย่างเอิกเกริก ไม่ว่าจะเป็นบรรดานักกีฬาทีมชาติที่เมื่อไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ รัฐบาลไทยในนามของคนไทยทั้งประเทศก็จะจัดพิธีฉลองความสำเร็จให้ หรือไม่ว่าจะในโอกาสที่ลูกหลานสำเร็จการศึกษา ก็จะมีการกะเกณฑ์ญาติพี่น้องมาร่วมงานเลี้ยงฉลองกันยกใหญ่…

ใครๆ ก็อยากเห็นภาพแบบนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะในฐานะที่เป็นผู้สร้างความสำเร็จหรือในฐานะผู้สนับสนุนก็ตาม

โดยส่วนตัวผมเอง อยู่ในฐานะของผู้สนับสนุนมาก็หลายครั้ง แต่ในเร็ววันนี้ก็จะถึงคราวเป็นผู้ประสบความสำเร็จ (ขั้นแรก) เสียทีครับ อันที่จริงแล้วก็ไม่อยากจะเรียกความสำเร็จสักเท่าไหร่ เพราะว่าในชีวิตนี้ก็ประสบความสำเร็จในหลายๆ เรื่องมาแล้ว แต่สำหรับการสำเร็จการศึกษานั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดเลยนะครับ เพราะอย่างน้อยที่สุดใบปริญญาที่ท่านได้ไป ถ้าเป็นใบแรกแล้ว นั่นย่อมเป็นใบเบิกทางให้ท่านก้าวเข้าสู่โลกอีกใบหนึ่งซึ่งต่างจากวัยเรียนโดยสิ้นเชิง หลายคนเลือกเดินเข้าสู่โลกของการทำงานทันทีหลังจากที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี แต่กับอีกหลายๆ คนกลับเลือกที่จะอยู่ในโลกใบเดิม คือโลกของการศึกษา แต่เป็นโลกที่ไม่เหมือนเดิม กล่าวคือ การศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษานั้น สถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่จะไม่เน้นการศึกษารายวิชา (coursework) สักเท่าไหร่ แต่จะไปเน้นการทำวิจัยในรูปของ "วิทยานิพนธ์" (ปริญญาโทและปริญญาเอก) หรือ "ดุษฎีนิพนธ์" (ปริญญาเอก) เสียมากกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม ในโลกยุคปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทางด้านการอุดมศึกษาก็มีการปรับตัวโดยเน้นการต่อยอดความรู้ของบุคลากรในภาคส่วนต่างๆ ในสังคมมากขึ้น และไม่เน้นการทำวิจัยอย่างเข้มข้นเหมือนเมื่อก่อน แต่กลับไปเน้นการเรียนรายวิชามากขึ้น ในขณะที่รูปแบบของการวิจัยก็เป็นไปในเชิงประยุกต์กับหน่วยงานของผู้เรียนเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผมก็เลยกลับมาย้อนดูตัวเองตั้งแต่เด็กๆ จนอายุปูนนี้ว่า ตัวเองต้องการอะไร หรือคาดหวังอะไรจากการศึกษา โดยเฉพาะระดับบัณฑิตศึกษา…

  • ความคาดหวังประการแรกก็คือ… เมื่อสำเร็จการศึกษาสูงสุดเท่าที่จะทำได้แล้ว ตั้งใจจะเป็นอาจารย์สอนหนังสือให้กับนิสิตนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เพราะผมสังเกตตัวเองตั้งแต่เด็กๆ แล้วว่า เป็นคนที่ชอบถ่ายทอดความรู้ เป็นคนที่ชอบอธิบายสิ่งต่างๆ รอบตัวที่คนเขาสงสัย ไม่ชอบเก็บความรู้เอาไว้คนเดียว
  • ความคาดหวังประการต่อมาก็คือ… การได้เป็นอาจารย์ในระดับอุดมศึกษาทำให้มีโอกาสได้ร่วมทำงานวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ เป็นการสะสมประสบการณ์ชีวิตที่น่าตื่นเต้นอีกรูปแบบหนึ่ง
  • ความคาดหวังประการสุดท้ายก็คือ… ผมมีความรู้สึกว่าคณิตศาสตร์ยิ่งเรียน ยิ่งลึก ยิ่งน่าค้นหา บางครั้งรู้สึกเลยว่ามันยาก มันเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจทุกอย่าง แต่ในที่สุดเมื่อเราเข้าใจโครงสร้างของมัน อะไรที่ว่ายากก็กลับง่ายดายขึ้น และบางครั้งก็อาจจะได้ค้นพบทฤษฎีบทที่สำคัญบางอันก็เป็นไปได้ (ผมขอใช้พื้นที่ตรงนี้แอบบอกกับผู้อ่านว่า ผมกำลังคิดค้นอยู่ 1 ทฤษฎีในวิชา Numerical Analysis และในบางครั้งถ้าโชคดีได้ทำวิทยานิพนธ์หรือดุษฎีนิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องที่ว่านี้ก็อาจเป็นการเติมเต็มระบบคณิตศาสตร์ให้ครบถ้วนยิ่งขึ้นครับ)
Advertisements