เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมามีข่าวที่ค่อนข้างจะครึกโครมพอสมควร ซึ่งเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการอ่านหนังสือของคนไทย งานวิจัยชิ้นนั้นได้กล่าวไว้อย่างน่าตกใจว่า คนไทยโดยเฉลี่ยแล้วอ่านหนังสือปีละ 2-3 บรรทัดเท่านั้น!!
 
เมื่อเห็นพาดหัวข่าวแบบนี้ก็คงตกอกตกใจกันเป็นแถวๆ และดูเหมือนค้านสายตาคนดูไปไม่น้อยเลยทีเดียว ก็จะไม่ให้ค้านได้อย่างไรล่ะครับในเมื่อมีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยบ้าหนังสือจะตายไป มิฉะนั้นคงไม่มีสำนวนว่า "หนอนหนังสือ" ให้ได้ยินเป็นแน่
 
ที่สำคัญถ้าคนไทยเป็นโรคกลัวหนังสือถึงขนาดที่ว่าปีๆ หนึ่งอ่านกันเพียง 2-3 บรรทัดจริงดังงานวิจัยชิ้นนั้น ป่านนี้เทศกาล/มหกรรม/สัปดาห์หนังสือที่จัดขึ้นเป็นประจำตลอดทั้งปีก็คงจะเจ๊งกะบ๊งอย่างแน่นอน เพราะไม่มีใครใส่ใจกับการอ่านหนังสือ หรือมิฉะนั้นบรรดาร้านหนังสือที่เปิดขึ้นตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ หรือตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศก็คงจะต้องทะยอยปิดตัวลงไป เพราะไม่มีใครเข้ามาซื้อหนังสือนั่นเอง
 
ก็เลยมาสู่ความสงสัยและตกเป็นขี้ปากชาวบ้านร้านตลาดว่า เจ้าของงานวิจัยชิ้นนั้นมีมาตรฐานในการทำวิจัยแค่ไหน แต่เอาล่ะครับไม่เป็นไร เรื่องมันผ่านมาแล้วก็ไม่อยากสะกิดสะเกาให้แผลที่มันแห้งสนิทดีแล้วกลับมาอักเสบเป็นหนองอีก…
 
ทีนี้มาถึงหัวข้อ Blog ประจำวันนี้กันดีกว่านะครับ…
 
ถ้าผมจะตั้งสมมติฐานว่าการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ทำให้มีความสุข ก็คงจะไม่ต้องทำการทดลองเพื่อยืนยันสมมติฐานใดๆ เลยนะครับ อย่างน้อยที่สุดตัวผมเองเมื่อได้อ่านหนังสือ (ที่ไม่ได้จำกัดเพียงหนังสือเรียนเท่านั้น) จะรู้สึกมีความสุข ถ้าไม่คิดจะเอาสาระจากการอ่าน ก็ยังดีที่ได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ แต่ถ้าคิดจะเอาสาระจากการอ่านก็จะต้องแบ่งออกไปว่า หนังสือที่กำลังอ่านนั้นเป็นหนังสือประเภทใด เพราะผมเองเป็นคนที่อ่านหนังสือได้ทุกแนว แต่แนวที่ถนัดก็จะเป็นสาระความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ที่ไม่ใช่ Sci-Fi แต่เป็น Fact) ซึ่งนักเขียนที่ผมชื่นชอบในผลงานก็คือ คุณรอฮีม ปรามาท (จริงๆ ยังมีท่านอื่นๆ อีก แล้วจะทะยอยเปิดชื่อใน Blog นี้ครับ) ผมไม่แน่ใจว่าคุณรอฮีมเขียนหนังสือแนวนี้มานานหรือยัง แต่ที่แน่ๆ ก็คือหนังสือเล่มแรกที่ผมได่อ่านก็เป็นของคุณรอฮีมนี่เอง และนั่นก็เลยทำให้ผมเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือแนวนี้ไปโดยปริยาย
 
หนังสือบางเล่มถึงแม้ว่าจะให้สาระเพียงเล็กน้อย แต่อย่างน้อยที่สุดผมก็ได้เรียนรู้กลวิธีการเขียน การใช้ถ้อยคำสำนวนต่างๆ ในงานเขียนนั้น เพื่อที่จะได้นำมาปรับใช้กับการเรียบเรียงบทความและหนังสือเรียนออนไลน์ของผมเองครับ
 
สำหรับนักอ่านโดยทั่วไป ถ้าผมจะกล่าวว่า "ร้านหนังสือคือสวรรค์" ก็คงจะไม่ผิดแต่อย่างใด เพราะโดยส่วนตัวผมก็รู้สึกแบบนั้นเช่นเดียวกัน ในเวลาหลังจากที่เลิกเรียนแล้ว ถ้าไม่มีกิจธุระอื่นใดก็จะแวะเข้าไปที่ร้านหนังสืออยู่เสมอๆ เพียงเพื่อจะไปดูว่ามีหนังสือเล่มใดที่น่าอ่านบ้าง (อย่างที่บอกไปแล้วว่าไม่เกี่ยงแนว) แต่ถ้าไม่มีเล่มใดที่น่าสนใจก็จะไปยังมุมหนังสือวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็จะมีวางขายบ้างเล็กน้อย
 
ผมยังแอบน้อยใจเลยว่าทำไมบ้านเรา นักเขียนทางด้านวิทยาศาสตร์ถึงมีน้อยเหลือเกิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนักสื่อสารทางวิทยาศาสตร์นะครับ ในบ้านเรานั้นคนที่ผมถือว่าเป็นนักสื่อสารทางวิทยาศาสตร์เห็นจะหนีไม่พ้น ศ.ดร.สุทัศน์ ยกส้าน และ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล ทั้งสองท่านนี้อดีตเคยรับราชการเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ทั้งสองท่านใช้เวลาว่างทั้งในระหว่างรับราชการและหลังจากที่เกษียณอายุราชการแล้วมาให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แก่คนไทยในลักษณะของการเขียนบทความทางหน้าหนังสือพิมพ์และนิตยสาร และมีบ้างที่ผลิตเป็นสารคดีทางโทรทัศน์
 
ทีนี้กลับมาที่ร้านหนังสือกันต่อนะครับ… พอกวาดตามองไปรอบๆ ร้าน ก็จะเห็นผู้คนที่แวะเวียนกันเข้ามาในร้านหนังสือมากหน้าหลายตา มีตั้งแต่ลูกเล็กเด็กแดงไปจนถึงผู้สูงอายุ ผมเห็นแล้วก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้ว่า คนไทยไม่ว่าจะวัยไหนก็รักการอ่านทั้งนั้น แล้วก็แอบแขวะในใจถึงงานวิจัยเฮงซวยชิ้นนั้นด้วย มีหลายครั้งที่ผมเห็นผู้ปกครองพาลูกตัวเล็กๆ มาในร้านหนังสือ แล้วก็พามานั่งอ่านหนังสือการ์ตูน ซึ่งจุดนี้ผมเห็นว่าเป็นความคิดที่เข้าท่าเลยทีเดียว คือหนังสือไม่ว่าจะแนวไหนก็ตาม ก็มักจะได้อะไรๆ กลับไปเสมอ โดยเฉพาะการให้เด็กได้อ่านการ์ตูนนั้นนอกจากจะได้ความบันเทิงแล้ว ยังอาจได้คติสอนใจบ้างไม่มากก็น้อยด้วยครับ
 
ว่าแล้วก็คงต้องฝากไปยังผู้ปกครองทั้งหลายด้วยเถอะครับว่า อย่าไปห้ามไม่ให้เด็กอ่านหนังสือการ์ตูนเลย แต่ท่านก็ต้องพยายามสอนและตักเตือนว่าอย่าหมกมุ่นมากจนเกินไป อย่าเลียนแบบสิ่งที่การ์ตูนทำ เราต้องค่อยๆ สอนเขาครับ ให้เขาได้เรียนรู้จากคำสอน มิฉะนั้นแล้วแทนที่เขาจะได้ความบันเทิงหรือได้สาระจากหนังสือการ์ตูนก็เลยกลายเป็นว่า ไม่ชอบอ่านหนังสือไปเลยไม่ว่าจะเป็นหนังสือแบบไหนก็ตาม ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากๆ ครับ
Advertisements