ในรอบปี พ.ศ.2549 มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้อนๆ อย่างการบ้านการเมือง หรือเรื่องราวของเกมกีฬา ซึ่งก็มีหลายทัวร์นาเมนต์ด้วยกัน แต่ว่าวันนี้ผมจะขอพูดเกี่ยวกับ "โลกของเรา" กันดีกว่า
 
คุณคงสังเกตได้ว่าในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกได้เผชิญกับปรากฏการณ์ 2 อย่างที่ยิ่งใหญ่มาก คือ ปรากฎการณ์เอลนีโน่ (El Nino) กับปรากฎการณ์ลานีญา (La nina) ชื่อของปรากฎการณ์ทั้งสองนี้เป็นคำในภาษาสเปน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไร แต่คล้ายๆ ว่าหมายถึงผู้หญิง-ผู้ชายนี่แหละครับ ปรากฏการณ์ El Nino นี้หลักใหญ่ใจความก็คือ เป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิ ซึ่งมีผลทำให้น้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเกิดความแปรปรวนทางอุณหภูมิ ต้องไม่ลืมนะครับว่ามหาสมุทรแปซิฟิกนั้นเป็นมหาสมุทรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ดังนั้น ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับมหาสมุทรแห่งนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อโลกโดยตรง ตัวอย่างเช่น ทำให้ฤดูร้อนของประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตรยาวนานขึ้น และร้อนขึ้น ในขณะที่ฤดูหนาวก็สั้นลง ในทางกลับกันก็ทำให้ประเทศที่ตั้งอยู่เหนือและใต้เส้นศูนย์สูตรมีฤดูหนาวที่ยาวนานขึ้น แล้วก็หนาวมากขึ้นด้วย
 
สำหรับปรากฏการณ์ La Nina นั้นก็จะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงกันข้ามกับ El Nino โดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นแล้วเราถึงไม่แปลกใจเลยว่า เพราะเหตุใดในช่วงปลายปีนี้ประเทศไทยจึงมี "ฤดูหนาว" ที่ยาวนานมาก และเราจึงไม่แปลกใจเลยว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดฝนตกมากผิดปกติในช่วงกลางปีที่ผ่านมา จนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงออกมาตำหนิผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา
 
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้บ่งบอกให้พวกเราทราบว่า ไม่ใช่ใครที่ไหนเลยที่ทำลายโลก แต่เป็นคนเรานี่เองที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือในการทำลายโลกของเราเอง… และนี่ก็คงถึงเวลาที่โลกจะต้องเอาคืนกับมวลมนุษยชาติแล้ว!!
 
สัญญาณของการเอาคืนของโลกนั้นไม่ใช่เพิ่งมีนะครับ แต่โลกได้ส่งสัญญาณมานานหลายปีแล้ว คุณไม่เคยสังเกตเลยหรือว่า เพราะเหตุใดฤดูหนาวของประเทศไทยจึงสั้นลงทุกปีๆ บางปีเสื้อกันหนาวยังไม่ทันเก่า ก็ต้องพับเก็บเข้าตู้เสื้อผ้าเสียแล้ว มีอยู่ปีหนึ่งผมดูข่าวทางโทรทัศน์พบว่า… พ่อค้าแม่ขายต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า ปีนั้นขายเสื้อกันหนาวไม่ออกเลย
 
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา (ถ้าผมจำไม่ผิดในราวปี พ.ศ.2546-2547) ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในประเทศแถบอเมริกาใต้… นี่คือสัญญาณของปรากฏการณ์ La Nina นั่นเองครับ
 
สัญญาณของการเอาคืนของโลกนั้นไม่ได้ปรากฏอยู่ที่สภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงสภาพทางธรณีวิทยาอีกด้วย
 
เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2547 ประเทศในแถบมหาสมุทรอินเดียประสบกับธรณีพิบัติคลื่นสึนามิ มีผู้คนเสียชีวิตนับแสนคน ทรัพย์สินตลอดจนธุรกิจต่างๆ ได้รับความเสียหายจนประเมินค่าไม่ได้ การเกิดแผ่นดินไหวในครั้งนั้นมีรายงานว่า เกิดแรงสั่นสะเทือนมากถึง 9.1 ตามมาตรวัดริกเตอร์ ซึ่งนับว่าเป็นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปีเลยทีเดียว และมีคำกล่าวของนักธรณีวิทยาตามมาว่าการเกิดแผ่นดินไหวในลักษณะนี้เป็นความผิดปกติของแผ่นเปลือกโลก และผลจากแผ่นดินไหวคราวนั้นทำให้โครงสร้างทางธรณีวิทยาของเปลือกโลกทั้งหมดไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!!
 
ว่ากันว่า…แผ่นดินไหวครั้งนั้นทำให้นักธรณีวิทยาทั่วโลกต้องฉีกตำราทิ้งกันเลยทีเดียว!!
 
ความเจริญทางด้านวัตถุของมนุษย์ โดยเฉพาะการก่อสร้างอาคารสูงต่างๆ ทำให้แผ่นเปลือกโลกขาดเสถียรภาพ คุณต้องไม่ลืมว่าแผ่นเปลือกโลกนั้นเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มีความเค้น-ความเครียดเกิดขึ้นอยู่ตลอด โลกสะสมความเค้น-ความเครียดเหล่านั้นไว้รอวันปลดปล่อย สิ่งปลูกสร้างต่างๆ นั้นเป็นตัวเร่งทำให้เสถียรภาพลดลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็น การเกิดแผ่นดินไหวจึงรุนแรงและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล
 
จะเห็นได้ว่าตัวเราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกเกิดความเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็น แม้กระทั่งลมหายใจที่ออกจากจมูกของเราก็เป็นของเสียสำหรับโลก บางคนก็เลยคิดว่ามนุษย์อาจเป็นส่วนเกินของโลก แต่ขอให้เราลองคิดว่า…ในเมื่อเราต้องอยู่บนโลกใบนี้ เราคิดว่าเราเป็นส่วนเกินของโลกก็ดูจะคับแคบไปหน่อย ดังนั้น ทางออกก็คือเราต้องหาวิธีที่ให้โลกกับมนุษย์นั้นอยู่ด้วยกันได้อย่างสมดุล
 
นั่นคือหน้าที่ของเราทุกคนครับ…
Advertisements