ภาพยนตร์เรื่อง "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" เป็นที่กล่าวถึงตั้งแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการถ่ายทำเลยนะครับ จนกระทั่งถ่ายทำเสร็จ มาสู่ขั้นตอนการตัดต่อ และในที่สุดก็นำมาฉายเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2550 ที่ผ่านมาซึ่งตรงกับวันกองทัพไทยพอดี
 
มีหลายคนได้ไปชมมาแล้ว… แถมยังชักชวนให้ผมหรือใครต่อใครได้ไปชมกันอีกด้วย!!
 
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับและควบคุมการผลิตโดย ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือที่คนในวงการบันเทิงมักเรียกอย่างเป็นกันเองว่า "ท่านมุ้ย" นั่นเอง หากเราไม่นับผลงานตลอดชีวิตของท่านมุ้ย แต่นับเฉพาะในช่วง 4-5 ปีให้หลังนี้ และนับเฉพาะภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ด้วยแล้ว ผลงานชิ้นที่ยิ่งใหญ่ในช่วงนั้นก็คือเรื่อง "สุริโยไท" ซึ่งส่งผลให้มีดาราเกิดใหม่หลายดวงด้วยกัน มีทอล์คออฟเดอะทาวน์เกิดขึ้นก็หลายเรื่องเช่นกัน
 
อันว่าภาพยนตร์เรื่อง "สุริโยไท" นั้นมีความเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์เรื่อง "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช" อยู่ไม่น้อยเช่นกัน หรือจะว่าไปแล้วก็เป็นการหยิบเอาประวัติศาสตร์ในช่วงเดียวกันมาเป็นตัวดำเนินเรื่อง เพียงแต่ว่าเน้นไปที่ตัวเอกของเรื่องคนละคนกัน
 
แต่ที่ต้องเน้นก็คือ… ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์นั้นไม่ว่าใครจะเป็นผู้สร้าง สิ่งที่เราเห็นในภาพยนตร์ก็หาได้เป็นอย่างที่เคยเป็นมาในยุคนั้น เพราะแน่นอนว่าในยุคนั้นคงไม่มีใครที่มีอายุยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วก็มาเล่าให้พวกเราฟังถึงเรื่องราวในยุคนั้น ดังนั้น ทีมงานสร้างจึงต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้าจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่าที่มีอยู่ในยุคนี้ ประกอบกับ "จินตนาการ" ของตัวผู้สร้างเอง
 
ความละเอียดลออของการสร้างก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คนดูอาจไม่ซาบซึ้งเท่ากับความบันเทิงที่ได้รับ เป็นที่รับรู้กันว่าภาพยนตร์ของ "ท่านมุ้ย" นั้นถูกสร้างอย่างละเอียดทุกขั้นตอน มิพักต้องพูดถึงความอลังการของฉาก การใช้เทคนิคพิเศษ (special effects) ตลอดจนเครื่องประกอบต่างๆ อีกมากมาย เพราะฉะนั้น การจะดูภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ให้สนุก เราจึงควรมีพื้นความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ในยุคนั้นเสียก่อนครับ เพราะถ้าเราไม่มีความรู้แล้วไซร้ การดูภาพยนตร์ในครั้งนั้นเราก็จะไม่ได้อะไรเลย นอกจากความบันเทิง เราจะไม่ได้ความซาบซึ้ง เราจะไม่ได้แง่คิดหรือทัศนคติที่ผู้สร้างแฝงเอาไว้เลย
 
แต่อย่างไรก็ตาม การมีความรู้ทางประวัติศาสตร์แล้วเมื่อเข้าไปดู สิ่งที่เราพึงรับก็คือความบันเทิงและแง่คิดต่างๆ มากกว่า แทนที่จะมานั่งจับผิดตัวภาพยนตร์เอง ไปๆ มาๆ แทนที่เราจะรู้สึกคุ้มค่ากับค่าตั๋ว เราก็กลับรู้สึกเสียเวลาเปล่า และไม่ได้รับอรรถรสหรือสิ่งที่ผู้สร้างต้องการสื่อถึงผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ เลยครับ
Advertisements