Blog ชิ้นนี้ผมเขียนขึ้นอย่างรีบด่วนและด้วยความตกใจ สาเหตุก็เนื่องมาจากว่าเมื่อเกือบๆ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้อ่านหนังสือพิมพ์ไปเจอข่าวชิ้นเล็กๆ ว่า จะมีการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ในบริเวณที่เป็นสนามกอล์ฟของกรมชลประทาน รวมถึงบริเวณใกล้เคียงด้วย ซึ่งบริเวณใกล้เคียงที่ว่านั้นก็คือโรงเรียนชลประทานวิทยา กับโรงเรียนชลประทานสงเคราะห์ รวมถึงวัดชลประทานรังสฤษฏ์นั่นเองครับ
 
ในข่าวชิ้นนั้นรายงานว่า ทางกรมชลประทานได้ตกลงปลงใจยกที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามกอล์ฟกรมชลประทานให้เป็นสถานที่ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ พร้อมกันนั้นก็มีหนังสือไปยังโรงเรียนชลประทานสงเคราะห์ ซึ่งทางโรงเรียนก็ไม่ได้ขัดข้อง และพร้อมจะย้ายไปยังฝั่งตรงข้ามกับที่ตั้งในปัจจุบันนั่นเอง
 
ทางด้านโรงเรียนชลประทานวิทยานั้นก็มีการออกมาประท้วงและแสดงความไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาก็มีผู้เกี่ยวข้องออกมาปฏิเสธแล้วว่าโรงเรียนชลประทานวิทยาจะไม่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ครับ
 
ผมเองนั้นเป็นศิษย์เก่าชลประทานวิทยา ม.ปลาย รุ่นที่ 16 (จบปีการศึกษา 2544) ผมถึงได้เขียนไว้ในตอนต้นว่ารู้สึกตกใจ ผมก็จึงถือโอกาสฝากไปยังศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันว่า ขอให้ตั้งสติและใจเย็นๆ ฟังข้อเท็จจริงให้รอบด้านเสียก่อนครับ
 
ก่อนอื่นผมขอเล่าถึงประวัติความเป็นมาของโรงเรียนชลประทานวิทยาอย่างคร่าวๆ เสียก่อนดังนี้…
 
เมื่อปี พ.ศ.2498 ทางกรมชลประทานกำลังมีโครงการก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท และเขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตาก ม.ล.ชูชาติ กำภู ซึ่งเป็นอธิบดีกรมชลประทานในขณะนั้นได้ให้ข้าราชการย้ายสถานที่ทำงานจากสามเสนมาอยู่ที่อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยที่ทำการของกรมชลประทานนั้นตั้งอยู่ริมถนนติวานนท์ ทางฝั่งตะวันตก
 
ทั้งนี้ ม.ล.ชูชาติมีความห่วงใยด้านการศึกษาของบุตรหลานข้าราชการกรมชลประทาน จึงมีดำริให้สร้างโรงเรียนขึ้น 2 โรง ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของถนนติวานนท์ โดยแห่งแรกสร้างขึ้นแล้วยกให้เป็นของรัฐบาลมีชื่อว่า "โรงเรียนชลประทานสงเคราะห์" ปัจจุบันอยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนอีกโรงหนึ่งให้มีฐานะเป็นโรงเรียนเอกชนโดยมีกรมชลประทานเป็นเจ้าของมีชื่อว่า "โรงเรียนชลประทานวิทยา" มีคณะกรรมการบริหารงานเป็นของตัวเอง และไม่ขึ้นกับระบบราชการทั้งสิ้น อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารงานการศึกษาเอกชน (สช.) พร้อมกันนั้นก็ให้สร้าง "วัดชลประทานรังสฤษฏ์" อันมีความหมายว่า "วัดที่กรมชลประทานสร้างขึ้น" เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวชุมชนในยุคนั้น มี "หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ" เป็นเจ้าอาวาส โดยวัดแห่งนี้มีที่ตั้งอยู่ติดกับโรงเรียนชลประทานวิทยาทางด้านทิศเหนือ
 
กล่าวสำหรับโรงเรียนชลประทานวิทยาในยุคปัจจุบัน มีการจัดการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับอนุบาล – มัธยมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนกว่า 6,200 คน และมีครูรวมถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอีกกว่า 300 คน นับว่าเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดนนทบุรีเลยทีเดียวครับ (แอบภูมิใจเล็กๆ อิอิ…)
 
มาถึงตรงนี้จึงสรุปได้ในขั้นต้นว่า การที่โรงเรียนชลประทานสงเคราะห์ยินยอมยกพื้นที่ให้ทำการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่นั้นก็เพราะว่าเป็นของรัฐบาลอยู่แล้วนั่นเอง ส่วนโรงเรียนชลประทานวิทยานั้นไม่ใช่ของรัฐบาล ถึงแม้ว่าจะมีกรมชลประทานเป็นเจ้าของ แต่การบริหารงานนั้นไม่อยู่ภายใต้ระเบียบราชการ มีคณะกรรมการบริหารเป็นผู้กำหนดนโยบายและการบริหารเป็นของตัวเอง แม้กระทั่งบุคลากรที่ทำงานอยู่ในโรงเรียนก็ไม่มีฐานะเป็นข้าราชการ เพราะฉะนั้น กรรมสิทธิ์ต่างๆ ในทรัพย์สินโดยเฉพาะ "ที่ดิน" นั้นจะยกให้ผู้อื่นโดยสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้อย่างเด็ดขาด
 
สำหรับในตอนที่ 2 ผมจะขอเล่าถึงความเป็นมาของโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่ผ่านหูผ่านตารัฐมนตรีรวมถึงผู้บริหารระดับสูงในรัฐสภามาแล้วหลายคน และหลายปีแล้วด้วยครับ…
 
ป.ล.
การนับรุ่นของโรงเรียนชลประทานวิทยานั้น จะเริ่มนับตั้งแต่ปีที่เปิดรับนักเรียนเข้าเรียนเป็นรุ่นแรก คือ ในปี พ.ศ.2498 ถือเป็นรุ่นที่ 1 ดังนั้น ในรุ่นที่ผมจบการศึกษานั้นจะเป็นรุ่นที่ 46 แต่อย่างไรก็ตาม ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายนั้น โรงเรียนเพิ่งจะเปิดรับนักเรียนเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2528 นับเป็นรุ่นที่ 1 ดังนั้น ผมจึงถือว่าเป็นรุ่นที่ 16 สำหรับนักเรียน ม.ปลาย ครับ
Advertisements