แนวคิดเรื่องการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลของ ฯพณฯ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี หรือในยุคที่มี ฯพณฯ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติแต่อย่างใด อย่างน้อยที่สุดโครงการนี้ก็เคยถูกหยิบยกขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้วในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีการโยนหินถามทางในเรื่องสถานที่ก่อสร้างมาหลายแห่งด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็น "เมืองใหม่นครนายก" ที่ตอนหลังโครงการเมืองใหม่นี้ก็แท้งเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็น "สุวรรณภูมิมหานคร" ที่ตอนหลังก็แท้งอีกเช่นเดียวกัน หรือแม้กระทั่งที่ดินของเอกชนหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นที่ดินของบริษัท ไทยเมล่อน ย่านรังสิต ไม่ว่าจะเป็นสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งย่านบางนา แต่ก็เงียบหายไปกับสายลมอีกเช่นเคย
 
ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยราชการปัจจุบันก็ไม่เว้นถูกระบุอีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ดินของทหารบริเวณสี่แยกเกียกกาย กทม. ไม่ว่าจะเป็นที่ดินของกองทัพเรือ ย่านฝั่งธนบุรี ฯลฯ
 
และล่าสุดกับที่ดินของ "กรมชลประทาน" ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียน วัด ตลาด และสนามกอล์ฟของกรมชลประทาน!
 
แต่จะมีกี่คนในประเทศนี้ที่รู้ว่าโครงการการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่นั้นเกิดขึ้นเมื่อใด?
 
อันว่าโครงการการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่นั้นเกิดขึ้นเมื่อราวๆ 15 ปีที่แล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าบริเวณที่ตั้งปัจจุบันซึ่งอยู่บนถนนอู่ทองใน ตรงข้ามกับสวนสัตว์ดุสิต (เขาดินวนา) นั้นมีความคับแคบ และส่งผลต่อการจราจรในเวลาที่มีการประชุมของสมาชิกรัฐสภา และเมื่อมีการจัดม็อบมาเรียกร้องในเรื่องต่างๆ ด้วย แต่ก็มีข้อที่น่าสังเกตว่า โครงการนี้ไม่เคยสำเร็จลงเสียที และล่าสุดในยุครัฐบาลขิงแก่ก็มีความฝันว่าจะประสบความสำเร็จให้ได้
 
ก็น่าจับตาดูต่อไปอย่างจริงๆ จังๆ เพราะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ได้แก่ น.ส.พจนีย์ ธนวรานิช รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ออกมายืนยันว่าโครงการนี้จะต้องเดินหน้าต่อไป พร้อมกับกล่าวอ้างว่าทางกรมชลประทานโดยนายสามารถ โชคคณาพิทักษ์ อธิบดี ได้อนุญาตให้มีการใช้ที่ดินสนามกอล์ฟชลประทานเรียบร้อยแล้ว แต่ทางนายสามารถก็ออกมาปฏิเสธทันควันว่า ยังไม่ได้อนุญาตแม้แต่นิดเดียว
 
ในขณะที่ก็มีข่าวลือหนาหูว่า โครงการนี้มีลับลมคมในหลายประการด้วยกัน!!
 
ส่วนผลกรรมก็ต้องตกอยู่กับคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไม่ว่าจะเป็นแคดดี้สนามกอล์ฟเอย ครูและนักเรียนตลอดจนผู้ปกครองนักเรียน ช.ป.ว. ตลอดจนพ่อค้าแม่ขายในตลาดกรมชลประทาน ที่ตอนนี้ก็ไม่เป็นอันทำมาหากินกันแล้ว เพราะไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง
 
ที่น่าสนใจก็คือ คำพูดของรองประธาน สนช. ผู้นี้ที่ระบุว่า โรงเรียนชลประทานวิทยาจะไม่ได้รับผลกระทบกับโครงการนี้อย่างแน่นอน!
 
ผมก็ฝากพี่น้องชาว ช.ป.ว. จดจำคำพูดของคนๆ นี้ให้ดีๆ และในอนาคตหากโรงเรียนของเราต้องมีอันเป็นไป ก็ขอให้เล่นงานผู้หญิงคนนี้ไม่ให้ผิดคนเลยทีเดียว
 
และเหนือสิ่งอื่นใด… ก่อนที่ผู้เกี่ยวข้องจะคิดสั้นทำโครงการนี้จริงๆ ก็ขอให้จุดธูปถาม ม.ล.ชูชาติ กำภู อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ผู้ก่อตั้งโรงเรียนชลประทานวิทยา ตลอดจน อ.ประหยัด ไพฑีกุล อดีตอาจารย์ใหญ่และอดีตผู้จัดการโรงเรียนชลประทานวิทยา ผู้วางรากฐานโรงเรียนแห่งนี้จนกระทั่งมีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ของจังหวัดนนทบุรี เสียก่อนว่าท่านทั้งสองคิดอย่างไรกับโครงการนี้ที่ต้องเบียดเบียน "อนาคตของชาติ" อย่างน่าไม่อาย!!