ก่อนอื่นก็ขอออกตัวก่อนว่า สำหรับใครก็ตามที่พลัดหลงเข้ามาอ่านในบันทึกชิ้นนี้แล้วนึกด่าผมในใจก็เชิญเถอะครับ ผมไม่ถือสาหรอก แต่ผมจำเป็นต้องพูดถึงทีเดียว เพราะถ้าไม่พูดก็คงจะกินไม่อิ่ม นอนไม่หลับไปอีกนานเลย…
 
สิ่งที่ผมจะพูดถึงในวันนี้ก็คือ "การใช้ภาษาไทย" โดยเฉพาะการเขียนของเด็กสมัยนี้กันสักหน่อย
 
คงไม่ลืมนะครับว่า "ภาษา" นั้นเป็นเครื่องมือในการสื่อสารของมนุษยชาติที่สำคัญมากที่สุด ผ่านทางการเขียน การพูด การอ่าน และการฟังนั่นเอง
 
ผมยอมรับว่า ผมก็อาจจะใช้ภาษาไทยไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ แต่ผมจะขอใช้ข้อผิดพลาดและประสบการณ์ของผมมาเป็นบทเรียนให้กับคนรุ่นหลังๆ เพื่อที่พวกเขาเหล่านั้นจะได้ไม่ใช้ภาษาไทยอย่างผิดๆ อีกต่อไป เพราะถ้าเรายอมรับว่าตัวเองเป็นคนไทยแล้ว ก็ต้องยอมรับด้วยว่าภาษาไทยนั้นเป็น "มรดก" ที่ทรงคุณค่าที่สุดของชาติเราครับ หากเราไม่ช่วยกันรักษาไว้ แล้วเราจะเหลืออะไรไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมและหวงแหนกันล่ะครับ?
 
ในโลกของเรานั้นมีประเทศต่างๆ มากมายนับร้อยประเทศ แต่ทว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่มีภาษาเป็นของตัวเอง และยิ่งไปกว่านั้นประเทศที่มี "ภาษาเขียน" หรือแม้แต่ตัวอักษรเป็นของตัวเองนั้นก็ยังนับได้น้อยมากครับ ซึ่งหนึ่งในประเทศเหล่านั้นก็คือ "ประเทศไทย" ของเรานี่เอง
 
ในหลายครั้งหลายโอกาส ผมได้ไปเห็นข้อเขียนของเด็กหลายๆ คน ผมสังเกตการเขียนของเด็กสมัยนี้จะพบว่า สิ่งที่ผิดพลาดกันมากที่สุดก็คือ "การสะกดคำ" นั่นเองครับ ถ้าหากเป็นการสะกดผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมก็คงจะไม่ถือสาหาความอะไร แต่ปัญหาก็คือการสะกดที่ผมไปพบเห็นมานั้นเป็นการสะกดที่ "ตั้งใจ" หรือ "จงใจ" จะให้มันผิดพลาด!!
 
ในภาษาไทยเรานั้นมี "คำพ้อง" โดยเฉพาะคำพ้องเสียงอยู่มากมาย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือในการเลือกใช้คำนั้นมักจะเลือกเอาคำที่เขียนสะดวกมาใช้ โดยที่ไม่ได้พิจารณาถึงความหมายของคำหรือบริบทของข้อความนั้นเลย
 
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเกิดขึ้นเกือบ 99% ในโลกอินเทอร์เน็ต!!
 
ผมคงจะไม่ยกตัวอย่างมาให้ดูนะครับ เพราะท่านสามารถหาได้โดยทั่วไปบนอินเทอร์เน็ตอยู่แล้ว
 
เมื่อราวๆ ปีที่แล้ว หรืออย่างน้อยก็ 2 ปีที่ผ่านมา มีนักวิชาการทางด้านภาษากล่าวว่า การใช้ภาษาไทยบนโลกอินเทอร์เน็ตนั้นไม่ใช่ "ความวิบัติ" ของภาษา หากแต่เป็นการพัฒนาของภาษา ซึ่งในตอนนั้นผมค่อนข้างจะเห็นด้วยเลยทีเดียว แต่ในวันนี้ผมคงขอไม่เห็นด้วยเสียแล้ว!
 
ถามว่าทำไม?
 
คำตอบก็คือ การสะกดคำแบบผิดๆ นั้นมีการใช้กันจนเป็นปกติวิสัยไปเสียแล้วครับ ดังจะเห็นได้จากการที่หลายๆ คน "ติดนิสัย" เขียนคำผิดๆ มาในโลกของความจริง คำกล่าวนี้ท่านลองไปสอบถามกับครูในโรงเรียน ตลอดจนอาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็ได้ว่าเป็นความจริงแค่ไหนในเวลาตรวจข้อสอบหรือตรวจการบ้านของนักเรียน
 
ผมบอกอย่างตรงไปตรงมาเลยว่า ในวันนี้ผมมีความรู้สึกเป็นห่วงการใช้ภาษาไทยโดยเฉพาะการเขียนของเด็กไทยมากที่สุด ไม่ใช่แค่การสะกดคำเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเขียนเรียงความไปจนถึงบทความในเรื่องต่างๆ อีกด้วย
 
หลายๆ ครั้งที่ผมมักได้รับการไหว้วานให้ช่วยเขียนเรียงความให้หน่อย?
 
ผมเคยอ่านหนังสือชื่อ "เขียนบทความอย่างไรให้น่าอ่าน" ของ ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ความตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนั้นกล่าวว่า "การเขียนเริ่มต้นจากการคิด : ความคิดที่คมชัดทำให้ข้อเขียนของเราคมชัด"
 
จากความตอนนี้ ท่านคิดว่าผมคิดอะไรอยู่?
 
ผมกำลังคิดว่า เด็กไทยสมัยนี้ขาดทักษะในการคิดเป็นอย่างมากครับ ในเมื่อการคิดมีปัญหาย่อมส่งผลกระทบต่อการเขียนตามไปด้วย และนั่นก็เลยเป็นการตอบปัญหาที่ว่าทำไมจึงต้องถูกไหว้วานให้ช่วยเขียนเรียงความ รวมไปถึงการตอบปัญหาที่ว่าทำไมคนสมัยนี้จึงเลือกใช้คำในการเขียนไม่เป็นเลย
 
ผมไม่แน่ใจว่าเดี๋ยวนี้ในชั่วโมงเรียนภาษาไทยนั้น ยังมีการเขียนตามคำบอกอยู่บ้างหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ก็คือในสมัยที่ผมยังเด็กๆ อยู่ตั้งแต่ประถมศึกษาเลยด้วยซ้ำที่จะมีการเขียนตามคำบอกอยู่เสมอๆ กติกาก็คือฟังคำที่ครูจะอ่านให้ฟังแล้วเราก็มีหน้าที่เขียนตาม และที่สำคัญต้องสะกดให้ถูกต้องด้วย ผมคิดว่าจากจุดนี้นี่เองที่ทำให้ตัวเองมีความระมัดระวังในการสะกดคำให้ถูกต้องครับ
 
กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งในสมัยนั้นที่น่าสนใจมากก็คือการเขียนเรียงความ นักเรียนมักจะได้รับการมอบหมายให้เขียนเรียงความเนื่องในโอกาสสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวันพ่อ วันแม่ หรือแม้กระทั่งวันคริสต์มาสก็เคยมาแล้ว ถามว่าผมคิดอย่างไรกับกิจกรรมนี้ ผมก็คงตอบว่าเป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก และเป็นกิจกรรมที่ผมทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
 
จนกระทั่งมาได้เขียนบทความลงเว็บไซต์ และเรียบเรียงหนังสือออนไลน์นั่นแหละ ถึงได้รู้สึกว่าทักษะการเขียนของตัวเองนั้นค่อยๆ พัฒนาขึ้นตามลำดับ…
 
โปรดระลึกอยู่เสมอนะครับว่า ยิ่งคิด ยิ่งเขียน ย่อมดีแน่นอน และข้อสำคัญจะทำให้เรามีประสบการณ์ในการเลือกใช้คำมากยิ่งขึ้น ทำให้การสะกดคำแบบผิดๆ นั้นลดลงอย่างไม่น่าเชื่อ
 
มีข้ออ้างที่น่าสนใจอันหนึ่ง ข้ออ้างนั้นกล่าวว่า "ในอินเทอร์เน็ตนั้นต้องพิมพ์เร็ว เลยทำให้พิมพ์ผิด" ผมคิดว่าข้ออ้างแบบนี้ฟังไม่ขึ้นครับ เป็นข้อสรุปที่ฟังดูง่ายเกินไป คุณจะเชื่อหรือไม่ว่าในการเขียนงานชิ้นนี้หรือแม้กระทั้งชิ้นก่อนหน้านี้ หรือชิ้นใดๆ ก็ตาม ผมกดแป้นพิมพ์ในแบบ "จิ้มดีด" เร็วพอๆ กับคนที่ถูกฝึกให้พิมพ์ในแบบ "สัมผัส" เลยนะครับ แล้วคุณลองย้อนกลับไปดูข้อเขียนชิ้นก่อนๆ ก็ได้ว่าคุณนับคำผิดได้กี่คำ
 
"การพิมพ์ผิดอาจเกิดเพราะพิมพ์เร็ว แต่การพิมพ์เร็วอาจไม่ทำให้พิมพ์ผิดก็ได้" คุณลองเอาข้อความนี้ไปขบคิดในเชิงตรรกวิทยาดูนะครับ เพราะฉะนั้นแล้ว หากคุณจะลดการพิมพ์ผิดให้ได้ คุณก็จะต้องฝึกการพิมพ์ให้ถูกต้องเสียก่อน และที่สำคัญต้องจัดระเบียบความคิดให้ดีด้วย เพราะการพิมพ์ผิดส่วนหนึ่งนั้นเกิดขึ้นจากการจัดระเบียบความคิดที่ไม่ดี ผมกล้าพูดเช่นนี้ก็เพราะว่าผมเคยเป็นเหมือนกันครับ เป็นเรื่องธรรมดามากๆ เราสามารถแก้ไขได้ครับ
 
ขอย้ำว่า ในการพัฒนาทักษะการเขียนนั้นต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาทักษะการคิดเสียก่อน เมื่อการคิดมีระบบแล้ว ก็จะตามมาด้วยการเลือกใช้ถ้อยคำในการเขียนที่เหมาะสม และท้ายที่สุดเราก็จะได้บทความหรือข้อเขียนที่สมบูรณ์แบบในที่สุดครับ