เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 พสกนิกรชาวไทยต่างตกอยู่ในความตกใจระคนกับความเศร้าโศกเสียใจที่ได้ทราบข่าวว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จย่าของปวงชนชาวไทยได้เสด็จสวรรคตด้วยพระอาการสงบ ณ โรงพยาบาลศิริราช สิริรวมพระชนมายุ 95 พรรษา และในปี พ.ศ. 2550 นี้เป็นปีที่สมเด็จย่าจากไปครบ 12 ปี จึงมีการจัดกิจกรรมเพื่อระลึกถึงพระองค์ท่านมากมายทั้งภาครัฐและเอกชน
 
ในระหว่างที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่มากมายที่เป็นการช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นโครงการหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) โครงการมูลนิธิขาเทียม โครงการมูลนิธิถันยรักษ์ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านม โครงการพัฒนาดอยตุง ฯลฯ และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ พระองค์มีส่วนช่วยให้ชาวเขาซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยทางภาคเหนือล้มเลิกการทำไร่เลื่อนลอย รวมถึงการปลูกฝิ่นซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำคัญในการผลิตยาเสพติดได้ในที่สุด และด้วยพระราชกรณียกิจนานับประการเช่นนี้ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2543 องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations for Education, Science and Culture Organisation: UNESCO) จึงได้ประกาศยกย่องให้สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเป็น "บุคคลสำคัญของโลก" ยังความภาคภูมิใจของพสกนิกรชาวไทยเป็นอย่างมาก
 
ในด้านการปกครองราชอาณาจักรไทย พระองค์ทรงเป็น "สมเด็จพระราชชนนี" ของในหลวงถึง 2 รัชกาลด้วยกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังทรงเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมในพระราชจริยวัตรของในหลวงรัชกาลปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องของความประหยัด ความอ่อนน้อมถ่อมตน ที่เราไม่อาจหาแบบอย่างใดที่ดีเยี่ยมไปมากกว่านี้ได้แล้ว