เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมจั่วหัวข้อ Blog เป็นภาษาอังกฤษ ผมใช้ชื่อว่า "Discover Your Academic Abilities!" แปลเป็นภาษาไทยอย่างง่ายๆ ก็คือ "มาค้นหาศักยภาพทางวิชาการของตัวเรากันเถอะ!" Blog ชิ้นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นความคิดซึ่งต่อยอดมาจาก Blog เรื่อง เรียนลึก VS เรียนกว้าง ซึ่งผมเขียนไว้เมื่อราวๆ 2 สัปดาห์ก่อน ใน Blog นั้นผมให้ข้อสรุปเอาไว้ว่าการเรียนให้ลึกนั้นสำคัญไม่แพ้กับการเรียนให้กว้างเลยทีเดียว
 
โชคดีที่ผมเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือเอามากๆ ไม่จำกัดแนวเสียด้วย ผมก็เลยมานั่งคิดเล่นๆ ว่าผมมีความรอบรู้ในศาสตร์ต่างๆ บนโลกใบนี้มากน้อยแค่ไหน? ลองดูนะครับ…
 
1. คณิตศาสตร์
2. การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
3. ครุศาสตร์
4. ฟิสิกส์
5. เคมี
6. จิตวิทยา
7. ปรัชญา
8. รัฐศาสตร์
9. นิติศาสตร์
10. สังคมวิทยาการเมือง
11. ดาราศาสตร์และจักรวาลวิทยา
12. อุตุนิยมวิทยา
13. ประวัติศาสตร์ไทย
 
พอเขียนถึงตรงนี้ อาจมีบางคนหมั่นไส้ผมก็ได้ แต่ผมไม่ได้อยากให้คุณหมั่นไส้ผมนะครับ สิ่งที่ผม list มาให้เห็นนี้ก็เป็นเพียงสิ่งที่ผมสนใจเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ และไม่ได้คิดว่าเขียนอย่างนี้แล้วจะเอาไปข่มใครเขาหรือเปล่า
 
ผมจะเล่าว่า เมื่อสมัยเด็กๆ ผมเคยคิดว่าคนเราควรจะเรียนให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ และนั่นก็ทำให้ผมมีแรงบันดาลใจที่จะเรียนจนถึงปริญญาเอกในวันข้างหน้า โดยเฉพาะในสาขาที่ยากที่สุดสาขาหนึ่งของโลก คือ "คณิตศาสตร์" นี่เอง แต่พอโตขึ้นมาจนคิดอะไรเองได้แล้วก็เลยเริ่มมองเห็นว่า ในสังคมนั้นยังมีอะไรต่ออะไรให้เรียนรู้ได้อีกมากมาย การเรียนให้ลึกเพียงอย่างเดียวไม่น่าจะตอบปัญหาที่เกิดขึ้นได้ นั่นก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเริ่มหันมาสนใจวิชาอื่นๆ โดยเฉพาะวิชาทางสังคมศาสตร์มากยิ่งขึ้น เดี๋ยวผมจะเล่าว่าแต่ละวิชาที่ผมเอ่ยขึ้นมาทั้ง 11 วิชานั้นผมรู้สึกสนใจมันตอนไหน
 
คณิตศาสตร์ ในช่วงก่อน ม.3 ผมไม่มีความรู้สึกอะไรเลยต่อวิชาคณิตศาสตร์ แต่พอขึ้น ม.3 ก็มาเจอปัญหาเรียนไม่รู้เรื่อง จนกระทั่งมาได้ "แม่ดี" (แม่ผมเองแหละ) และได้ "ครูดี" (ครูศิริพร มามาตร) ก็เลยทำให้ผมเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์ แล้วพอขึ้น ม.ปลาย ก็เลยหมายมั่นปั้นมือว่าเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยแล้วจะต้องเรียนคณิตศาสตร์ให้ได้มากที่สุด
 
การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผมได้เคยเล่ามาแล้วใน Blog เรื่อง "ระลึกถึง…ครูอภิศักดิ์ผู้จากไป"
 
ครุศาสตร์ พูดง่ายๆ ก็คือวิชาครูนั่นแหละครับ ความสนใจวิชาครูของผมนั้นเริ่มต้นเป็นอันดับแรกสุดก่อนวิชาคณิตศาสตร์ด้วยซ้ำ ผมเป็นคนที่ชอบซักถามในแทบทุกเรื่อง และในทางกลับกันก็เป็นคนที่ชอบสอนหรือชอบอธิบายด้วย ในสมัยเด็กๆ ถึงกับสมมติตัวเองเป็นครู แล้วก็ใช้กำแพงบ้านเป็นกระดานดำสอนอากาศธาตุเป็นประจำ (คุณคงนึกว่าผมบ้าแน่ๆ เลย)
 

ฟิสิกส์ วิชาฟิสิกส์นั้นเป็นยาขมหม้อใหญ่ของผมมาตั้งแต่สมัย ม.ปลาย แต่หลังจากที่ขึ้นปี 1 ได้ "หนังสือดี" (หนังสือของ รศ.สมพงษ์ ใจดี) และได้ "ครูดี" (ผศ.อดิชาต บ้วนกียาพันธุ์) ก็เลยทำให้ทัศนคติของผมเกี่ยวกับวิชาฟิสิกส์นั้นดีขึ้น ถามว่าในส่วนใดของฟิสิกส์ที่ผมประทับใจที่สุด ผมก็ขอตอบว่ามี 2 ส่วนคือ วิชากลศาสตร์กับวิชาแม่เหล็ก-ไฟฟ้า เพราะว่าเป็น 2 เรื่องที่ผมเรียนไม่รู้เรื่องเลย แต่ก็ "ถีบ" ตัวเองจนกระทั่งรู้เรื่องในที่สุด
 
เคมี ในส่วนของวิชาเคมีนั้นก็เป็นยาขมอีกหม้อหนึ่งเช่นเดียวกับวิชาฟิสิกส์ ผมสอบตกเป็นครั้งแรกในชีวิตก็คือวิชาเคมีนี่แหละ ผมสอบตกวิชานี้ตอนเรียนอยู่ปี 1 แต่พอเรียนซ้ำอีกรอบ ได้ "ครูดี" (รศ.มุกดา จิรภูมิมินทร์) บวกกับความขยันมากๆ (เพราะกลัวตกทุนฯ ที่สุด) ก็เลยผ่านมาได้อย่างงดงาม แต่สุดท้ายก็ตกทุนฯ จนได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากสอบผ่านวิชาเคมีแล้วก็ทำให้ผมประทับใจ 2 ส่วนในวิชาเคมี คือ พันธะเคมีกับเรื่องสมดุลเคมี จนบัดนี้ผมก็ยังคงจดจำเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างแม่นยำ
 
จิตวิทยา อันที่จริงแล้วความสนใจทางด้านจิตวิทยาของผมนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากชีววิทยา ม.6 ซึ่งเรียนเกี่ยวกับ "พฤติกรรม" ผมไม่แน่ใจว่าเดี๋ยวนี้ยังมีเรียนกันอยู่หรือเปล่า แต่ที่แน่ใจก็คือ ผมเชื่อว่าการแสดงออกทางพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะสัตว์นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากระบบประสาททั้งสิ้น ในช่วงที่เรียนในมหาวิทยาลัยก็เคยเรียนวิชานี้แบบจริงๆ จังๆ มากขึ้น ก็ยิ่งทำให้สนใจวิชานี้มากขึ้นไปด้วย
 
ปรัชญา จะว่าไปแล้ว "ปรัชญา" เป็นจุดเริ่มต้นของทุกๆ ศาสตร์ของมนุษย์ก็ว่าได้นะครับ นั่นก็เพราะว่ามนุษย์รู้จักการคิดนี่เอง และความที่ผม "ชอบคิด" ก็เลยทำให้สนใจปรัชญาไปโดยปริยาย
 
รัฐศาสตร์+สังคมวิทยาการเมือง สาขารัฐศาสตร์นี้ผมเพิ่งมาสนใจ(อย่างจริงจัง)เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาจากปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นนั่นแหละ ไม่ต้องบอกก็คงจะรู้กันดี แต่ผมกลับรู้สึกว่าปรากฏการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นมันไม่สามารถหาคำอธิบายทางรัฐศาสตร์ได้ เพราะรัฐศาสตร์นั้นเป็นศาสตร์ที่ศึกษาการเมืองในเชิงบริสุทธิ์ โดยไม่ศึกษาปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ดังนั้น จึงทำให้ผมหันมาสนใจทางด้านสังคมวิทยาการเมืองเมื่อช่วงกลางปีนี้เอง ด้วยเหตุที่ว่าสังคมวิทยาการเมืองนั้นเป็นการศึกษาการเมืองจากสภาพที่เป็นจริงในสังคม ซึ่งทฤษฎีทางรัฐศาสตร์นั้นให้คำอธิบายไม่ได้อย่างแจ่มชัดนัก
 
นิติศาสตร์ สิ่งที่ผมสนใจก็คือ การวางกฎเกณฑ์ของสังคมสำหรับสังคมไทยควรมีลักษณะอย่างไร ทั้งนี้ก็เพราะว่าสิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็คือเราคิดอย่างอุดมคติ (ideal) มากเกินไป ประกอบกับความไม่เข้าใจโครงสร้างของสังคมไทยที่แท้จริง เราลอกแบบกฎเกณฑ์เขามาใช้ทั้งหมด แต่ไม่ได้คำนึงถึงสภาพสังคมที่แตกต่างกันเลย ยกตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญ 2 ฉบับล่าสุด (พ.ศ.2540, พ.ศ.2550) ก็เป็นการออกแบบที่ห่วยแตกที่สุด เพราะว่าเป็นการมองสังคมไทยอย่างเรามองสังคมของฝรั่ง แต่เรากลับลืมเรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง เราลืมเรื่องสังคมวิทยาการเมืองของไทยไปหมด ผลก็คือทำให้เกิดทฤษฎี 2 นคราประชาธิปไตย ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ซึ่งโด่งดังมากเมื่อหลายปีก่อนที่กล่าวว่า คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาล นั่นก็เพราะว่าทัศนคติทางด้านการเมืองระหว่างคนต่างจังหวัดกับคนกรุงเทพฯ นั้นมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
 
ดาราศาสตร์และจักรวาลวิทยา ตั้งแต่จำความได้ ผมก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับดวงดาวมาแล้วหลายเล่ม ยิ่งเมื่อเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงเมื่อปี 2538 ซึ่งเป็นการเกิดสุริยุปราคาครั้งแรกในชีวิตก็มีความตื่นเต้นที่ได้เห็นกับตาตัวเอง หลังจากนั้นเป็นต้นมาเมื่อมีข่าวปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นดาวหาง ฝนดาวตก หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าก็จะติดตามอยู่เสมอ
 
อุตุนิยมวิทยา ทุกครั้งที่มีพายุฝนฟ้าคะนอง มีฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ผมจะมีความตื่นเต้นมาก ยิ่งเมื่อได้ชมสารคดีเกี่ยวกับปรากฏการณ์เหล่านี้ก็เลยทำให้เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เวลาที่ไปเที่ยวต่างจังหวัด ผมจะชอบถ่ายรูป "ก้อนเมฆ" เก็บไว้เป็น collection จากนั้นจะนำมาเปรียบเทียบรูปร่างลักษณะต่างๆ ซึ่งก็เป็นงานอดิเรกอีกอย่างไปโดยปริยาย
 
ประวัติศาสตร์ ผมคิดว่าการที่เรารู้ประวัติศาสตร์ของชาติตัวเองจะทำให้เรามีความเข้าใจปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น แต่ความที่ประวัติศาสตร์มีความละเอียดลึกซึ้ง ผมจึงเลือกที่จะสนใจประวัติศาสตร์ในยุคปัจจุบันมากกว่า ซึ่งก็คือตั้งแต่ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 นั่นเอง
 
ทั้งหมดที่ผมเล่ามานั้นก็เป็นความสนใจส่วนตัวของผม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผมเก่งหรืออะไรนะครับ แต่ว่าความสนใจในแนวกว้างนั้นทำให้เราเข้าใจสังคมได้กว้างขวางมากขึ้น ก็อยากจะฝากไว้สำหรับเด็กๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบเอ็นทรานซ์ว่าลองสำรวจตัวเองแบบนี้ดูนะครับ บางทีเราอาจค้นพบในสิ่งที่ตัวเองมองข้ามมาโดยตลอดก็ได้!!