หากพูดถึง "รั้วน้ำเงิน-ทอง" มีน้อยคนที่จะรู้ว่าหมายถึงอะไร แต่ในขณะเดียวกันคนไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักความหมายของวลีดังกล่าวเป็นอย่างดี เพราะจากสถิติที่ผ่านๆ มาจะพบว่า มีคนไทยนับแสนคนที่เจาะจงมาที่ "รั้วน้ำเงิน-ทอง" เลยทีเดียว
 
ใช่แล้ว! ผมกำลังหมายถึง "มหาวิทยาลัยรามคำแหง" นี้เอง…
 
ผมเองเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยรามคำแหงเมื่อปี พ.ศ.2548 โดยรหัสนักศึกษาเมื่อแรกเข้า คือ 4805xxxxxx ซึ่ง "48" หมายถึง ปีการศึกษาที่เข้าเป็นภาคแรก และ "05" หมายถึง คณะที่สังกัด ซึ่งหมายถึงคณะวิทยาศาสตร์นั่นเอง
 
อันที่จริงแล้วเรื่องราวของมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้นมีคนกล่าวถึงมากมาย ทั้งจริงบ้าง เท็จบ้าง เหนือจริงบ้าง แต่ Blog วันนี้ผมจะขอเล่าประสบการณ์จากการที่ได้มาอยู่ในรั้วน้ำเงินทองจนย่างเข้าสู่ปีที่ 3 ให้ทุกท่านอ่านกันครับ โดยผมจะแยกเป็นประเด็นๆ ไปเพื่อให้ท่านได้เห็นภาพของมหาวิทยาลัยจากมุมมองของผมเองครับ
 
ภาพรวมของมหาวิทยาลัย
1. มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นมหาวิทยาลัยตลาดวิชาแห่งเดียวในปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เมื่อแรกก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2514 คือ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนสถานที่เรียนในสถาบันอุดมศึกษาแห่งอื่นๆ ของรัฐ (มหาวิทยาลัยปิด) รวมทั้งเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาของคนไทยทุกคน โดยปัจจุบันนี้แม้แต่นักเรียนที่เพิ่งพ้นวัยคอซองมาหมาดๆ ก็สามารถสมัครเข้าเรียนในระบบเตรียมปริญญาตรี (Pre-Degree) ได้แล้ว
 
2. มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นมหาวิทยาลัยที่มีจำนวนนักศึกษามากที่สุดในโลกถึงกว่า 5 แสนคน
 
3. ระบบการประเมินผลการเรียนเป็นแบบ G P F กล่าวคือ
    (1) G หมายถึง "ดีมาก" (Good) คิดเป็นแต้มระดับคะแนน 4.00 (หรือเทียบได้กับระดับคะแนน A ในสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ของรัฐ)
    (2) P หมายถึง "ผ่าน" (Pass) คิดเป็นแต้มระดับคะแนน 2.25 (หรือเทียบได้กับระดับคะแนนระหว่าง C กับ C+ ในสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ของรัฐ)
    (3) F หมายถึง "ตก" (Failure) ไม่มีแต้มระดับคะแนน
 
4. จากข้อ 3. อาจตีความได้ว่า
    (1) ท่านสามารถ "สอบตก" ได้กี่ครั้งก็ได้ โดยไม่มีผลต่อระดับคะแนนเฉลี่ย (GPA) ทั้งสิ้น
    (2) ถ้าเรียนจนครบหลักสูตร ระดับคะแนนเฉลี่ยจะแปรผันตั้งแต่ 2.25 – 4.00 เท่านั้น ซึ่งต่างจากสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ที่แปรผันระหว่าง 2.00 – 4.00
 
5. มหาวิทยาลัยรามคำแหงไม่มีการให้นักศึกษาพ้นสภาพ (retire) เพราะว่าผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ รวมทั้งไม่มีการติดโปรทั้งโปรต่ำ-โปรสูง เว้นเสียแต่ว่า…
   (1) เรียนมาครบ 8 ปีแล้วแต่ยังไม่สามารถสำเร็จการศึกษาได้ และ
   (2) ผิดวินัยนักศึกษาอย่างร้ายแรง และต้องโทษให้ออกหรือไล่ออก
 
6. เกียรตินิยมอันดับ 1 จะต้องได้ระดับคะแนน G ไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนหน่วยกิตทั้งหมดในหลักสูตรของตัวเอง และเกียรตินิยมอันดับ 2 จะต้องได้ระดับคะแนน G ไม่น้อยกว่า 50% ของจำนวนหน่วยกิตทั้งหมดในหลักสูตรของตัวเอง ทั้งนี้ ในประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้ที่ทำสถิติ "เกียรตินิยมอันดับ 1 ตลอดกาล" (คือยังไม่มีใครทำลายสถิตินี้ลงได้) ได้แก่ รศ.ดร.นิภา แก้วศรีงาม อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ ซึ่งสำเร็จการศึกษาในหลักสูตร วท.บ.(จิตวิทยาสังคม) เป็นบัณฑิตรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยทำได้ระดับคะแนน G ถึง 141 หน่วยกิตจากทั้งหมด 144 หน่วยกิต
 
7. ภาคฤดูร้อนของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเปิดสอนเฉพาะกระบวนวิชาบังคับพื้นฐาน (วิชาปี 1) เท่านั้น แต่สำหรับมหาวิทยาลัยรามคำแหงจะเปิดสอนทุกกระบวนวิชาในหลักสูตร
 
8. ระบบการสอบของมหาวิทยาลัยรามคำแหงใน 1 ปีการศึกษา มีทั้งสิ้น 5 ครั้ง
   (1) สอบไล่ภาค 1
   (2) สอบไล่ภาค 2
   (3) สอบไล่ภาคฤดูร้อน
   (4) สอบซ่อมภาค 1
   (5) สอบซ่อมภาค 2 และภาคฤดูร้อน
 
9. การสอบซ่อมภาคใดจะทำได้ก็ต่อเมื่อ สอบตก (คือเข้าสอบแต่สอบไม่ผ่าน หรือขาดสอบแล้วแต่กรณี) ในภาคนั้น เช่น สอบซ่อมภาค 1 จะทำได้เมื่อสอบตกในภาค 1 เท่านั้น จะนำวิชาที่สอบตกในภาคอื่นๆ หรือในปีการศึกษาอื่นมาสอบไม่ได้ เว้นเสียแต่ว่าลงทะเบียนกระบวนวิชาใดมากกว่า 1 ครั้งในแต่ละปีการศึกษา
 
ภาพรวมของคณะวิทยาศาสตร์
1. ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยรามคำแหงจะเป็นมหาวิทยาลัยตลาดวิชาที่ไม่ได้บังคับให้ท่านต้องเข้าเรียน แต่ด้วยเนื้อหาวิชาของคณะวิทยาศาสตร์ที่ "โคตรยาก" ไม่แพ้มหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็จำต้องหาเวลามาเข้าเรียนบ้าง อย่างน้อยก็ 2 ครั้งคือ เมื่อเปิดคอร์สกับปิดคอร์สก็ยังดี
 
2. กระบวนวิชาปฏิบัติการ (laboratory) บังคับเข้าเรียนทุกวิชา คือ มีการเช็กชื่อ แต่มีน้อยมากที่ไม่บังคับให้เข้าเรียน เช่น ปฏิบัติการชีววิทยาพื้นฐาน เป็นต้น
 
3. ห้องเรียนใหญ่มาก แต่มีนักศึกษามาเรียนเพียงหยิบมือเดียว (ถ้าเป็นสาขาที่ไม่ค่อยนิยม เช่น คณิตศาสตร์ เป็นต้น) แต่เวลาสอบไล่ ทำไมมากันสลอน?!!
 
4. บัณฑิตคณะวิทยาศาสตร์ ม.รามคำแหง ส่วนหนึ่งสามารถสำเร็จการศึกษาได้เร็วกว่าเพื่อนที่เข้าเรียนในรุ่นเดียวกันของมหาวิทยาลัยอื่นๆ โดยส่วนใหญ่ 3 ปีครึ่ง มีนิดหน่อยที่ใช้เวลาเพียง 2 ปีครึ่งเท่านั้น
 
5. อาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ ใจดีที่สุด!!
 
6. มีหอดูดาวขนาดย่อมอยู่บนดาดฟ้าอาคารปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ (SCL)
 
7. ถึงแม้ว่ามหาวิทยาลัยรามคำแหงจะไม่บังคับให้มีการสอบกลางภาคก็ตาม แต่ไม่ได้บังคับให้แต่ละคณะต้องปฏิบัติตาม ดังนั้น ในบางกระบวนวิชาของคณะวิทยาศาสตร์อาจมีการสอบกลางภาคเหมือนมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็ได้ ซึ่งก็จะแบ่งเบาภาระการอ่านหนังสือสอบไล่ไปได้ครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว