หลังจากที่ Blog ที่ผ่านมาผมได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับโรค IBS หรือลำไส้แปรปรวนไปแล้ว ใน blog นี้ก็จะขอเล่าประสบการณ์ในการเข้าโรงพยาบาลนะครับ โดยตั้งใจจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่ค่อยจะได้พบเห็นกันบ่อยนัก อย่างเรื่องการเข้าห้องผ่าตัดนั่นเอง ในชีวิตผมนั้นผ่านประสบการณ์การเข้า-ออกห้องผ่าตัดมาแล้วอย่างน้อย 5 ครั้ง มีผ่าตัดเล็ก 2 ครั้ง ส่วนอีก 3 ครั้งเป็นการผ่าตัดใหญ่ครับ สิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ก็เป็นการค้นคว้าข้อมูลตลอดจนประสบการณ์เก่าๆ อันโชกโชนของผมเอง อ่านแล้วอาจจะกระท่อนกระแท่นบ้างก็ขออภัยด้วยครับ
 
การผ่าตัดหรือศัลยกรรมนั้นมี 2 แบบใหญ่ๆ คือ การผ่าตัดใหญ่ กับการผ่าตัดเล็ก สำหรับการผ่าตัดใหญ่นั้นจะเป็นการผ่าตัดที่มีความซับซ้อน ต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดในระหว่างการผ่าตัด เพื่อป้องกันมิให้คนไข้ไปสวรรค์ในระหว่างการผ่าตัด ทั้งนี้ก็เนื่องจากมีการวางยาสลบด้วยนั่นเอง ตัวอย่างของการผ่าตัดใหญ่ เช่น การผ่าตัดสมอง การผ่าตัดอวัยวะในช่องอกหรือช่องท้อง เป็นต้น ในขณะที่การผ่าตัดเล็กเป็นการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนไม่มากนัก ส่วนมากไม่จำเป็นต้องวางยาสลบคนไข้เพียงแต่ใช้การฉีดยาชาเข้าในบริเวณที่ต้องการให้สูญเสียความรู้สึกเป็นการชั่วคราว ตัวอย่างเช่น การทำคลอด (ในกรณีคลอดตามธรรมชาติ) การทำหมัน เป็นต้น
 
สำหรับขั้นตอนในการเตรียมตัวเข้าห้องผ่าตัดนั้นจะเหมือนกันทั้งแบบผ่าตัดเล็กและผ่าตัดใหญ่ ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลเรื่องความสะอาดและปลอดเชื้อเป็นสำคัญครับ…
 
ขั้นตอนแรก: แพทย์จะนัดให้คนไข้ต้องมาค้างคืนที่โรงพยาบาลก่อน 1 คืน เพื่อเตรียมตัวและเตรียมใจ สำหรับการผ่าตัดใหญ่แพทย์อาจให้ญาติของคนไข้ลงนามในใบยินยอมให้ผ่าตัดได้ ข้อสำคัญก็คือ จะต้องงดอาหารและน้ำอย่างน้อย 6-12 ชั่วโมงก่อนถึงเวลาผ่าตัด ยิ่งถ้าเป็นการผ่าตัดในช่องท้องหรือช่องอกจำเป็นมากครับ
 
ขั้นตอนที่ 2: เมื่อถึงวันที่แพทย์นัดผ่าตัด คนไข้ก็จะถูกพาขึ้นเตียงอีกเตียงหนึ่งเพื่อไปยังห้องผ่าตัด ส่วนญาติคนไข้ก็ติดตามไปได้นะครับ แต่จะต้องรออยู่หน้าห้องผ่าตัดจนกว่าการผ่าตัดจะเสร็จสิ้น (หรือจนกว่าคนไข้จะไปสวรรค์…อันนี้ขออภัยถ้าทำให้คุณผู้อ่านบางท่านสะเทือนใจครับ) หลังจากที่คนไข้เข้ามาอยู่ในห้องผ่าตัดแล้วจะเข้ามาอยู่ในห้องเตรียมผ่าตัด (ถ้าเป็นโรงพยาบาลใหญ่ๆ น่าจะมี) ซึ่งที่ห้องนี้คนไข้จะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าจากเดิมที่เป็นเครื่องแบบของผู้ป่วยใน* เป็นชุดเครื่องแบบสีเขียวเข้มซึ่งเป็นผ้าปลอดเชื้อที่ใช้เฉพาะในห้องผ่าตัดเท่านั้นครับ แต่ในกรณีการผ่าตัดเล็กบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นชุดเครื่องแบบสีเขียวเข้มก็ได้ครับ
 
ถึงตรงนี้ก็มีเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ว่า คนไข้ควรจะแต่งตัวให้น้อยชิ้นที่สุดในเวลาก่อนจะเข้าห้องผ่าตัด ซึ่งนั่นก็หมายความว่าให้ไปตัวเปล่าๆ ก็พอครับ ชุดชั้นในทั้งหลายก็ไม่ควรใส่เข้าไป เพราะอาจติดเชื้อโรคกลับออกมาจากห้องผ่าตัดได้ แต่ในเวลาเข้าไปในห้องผ่าตัดแล้ว คนไข้ส่วนใหญ่จะรู้สึกเหมือนกันหมดว่า "หนาวมาก" ดังนั้น จึงควรขอผ้าคลุมอีกผืนหนึ่งจากเจ้าหน้าที่ในห้องผ่าตัดมาห่มไว้ในช่วงที่กำลังรอผ่าตัดก็ได้ครับ
 
ขั้นตอนที่ 3: ถ้าห้องผ่าตัดว่าง และแพทย์ที่จะทำหน้าที่ว่างแล้ว เราก็จะถูกเข็นเข้าไปในห้องผ่าตัดจริงๆ แล้วนะครับ หลังจากนั้นเราก็จะถูก "โยน" จากเตียงเก่าที่เข็นออกมาจากห้องพัก ไปไว้บนเตียงที่ใช้สำหรับผ่าตัดจริงๆ อีกอทอดหนึ่ง จากนั้นแพทย์หรือวิสัญญีแพทย์ (แพทย์ที่มีความชำนาญในการใช้ยาระงับความรู้สึก) ก็จะเข้ามาพูดคุยกับเราเพื่อให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ในระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ก็จะเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการผ่าตัด รวมทั้งเข้ามา "รุมล้อม" ตัวเราเพื่อติดตัววัดสัญญาณชีพที่หน้าอก 2 แห่ง และที่ข้อพับแขนอีก 1 ข้าง
 
ขั้นตอนที่ 4: เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว วิสัญญีแพทย์ก็จะทำหน้าที่วางยาสลบ (หรือบล็อกหลัง แล้วแต่กรณี) โดยเราจะต้องหายใจลึกๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะ "หลับ" สำหรับกรณีการบล็อกหลัง เขาจะฉีดยาชาเข้าที่กระดูกสันหลังประมาณข้อที่ 3-4 (ถ้าผมจำไม่ผิด) จากนั้นก็รอให้ยาชาออกฤทธิ์ ขั้นตอนนี้สำคัญมากนะครับ ถ้าพลาดก็อาจทำให้คนไข้เป็นอัมพาตตลอดชีวิตเลยก็ได้ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว (คนไข้สลบ/ชาในบริเวณที่จะทำผ่าตัด แล้วแต่กรณี) ก็จะดำเนินการผ่าตัด จนกระทั่งเสร็จสิ้น
 
ขั้นตอนที่ 5: หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น คนไข้จะถูกย้ายไปยังห้องพักฟื้นเพื่อให้ "ตื่น" ขึ้นหลังจากยาสลบหมดฤทธิ์ หลังจากที่ตรวจเช็คแล้วว่าไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ หลังการผ่าตัด คนไข้ก็จะถูกย้ายกลับมายังห้องพักฟื้นตามเดิม
 
หมายเหตุ
(*) เครื่องแบบของผู้ป่วยใน ส่วนใหญ่จะเป็นสีฟ้าอ่อน เสื้อกับกางเกงเข้าชุดอย่างหล่อ โดยเสื้อเป็นแบบเสื้อเชิ้ตแขนสั้นมีเชือกผูกแทนกระดุม และกางเกงก็มีเชือกผูกแทนตะขอและซิปด้วยครับ เหตุผลที่เขาใช้เชือกแทนกระดุมก็เพื่อให้มันถูกแก้ออกได้ง่ายๆ นั่นเองครับ
 
…ที่เล่ามาทั้งหมดก็เป็นประสบการณ์ส่วนตัวสำหรับผมในส่วนที่ยังจำได้ดีอยู่ แต่อาจจะมีความคลาดเคลื่อนบ้างในบางจุดนะครับ ก็หวังว่าจะทำให้คุณมีประสบการณ์ร่วมบ้างไม่มากก็น้อย และหวังว่าชีวิตของคุณก็ไม่น่าจะเข้าห้องผ่าตัดถ้าไม่จำเป็นหรอกนะครับ…
Advertisements