"วันแห่งความรัก" หรือวันวาเลนไทน์ตามคติของฝรั่งนั้นเพิ่งผ่านไปเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่เมื่อถึงวันนี้ก็มักจะถึงนึกแต่ความรักของหนุ่มสาว ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่อันที่จริงแล้ว "ความรัก" บนโลกใบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น หากคุณได้เคยชมภาพยนตร์ "รักแห่งสยาม" ก็คงจะพอมองเห็นภาพว่ามีความรักในแบบใดบ้างนะครับ (ผมยังไม่เคยดู…)
 
สำหรับ Blog ในวันนี้ผมตั้งใจจะเขียนถึงความรักในรูปแบบหนึ่ง เป็นความรักระหว่างพี่น้อง แต่พี่น้องคู่นี้มีความพิเศษกว่าเพราะว่าทรงเป็นถึงขัตติยราชวงศ์ผู้สูงศักดิ์ พระองค์หนึ่งในเวลานี้ทรงเป็น "พระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย" อีกพระองค์หนึ่งทรงเป็น "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ" ของพระมหากษัตริย์ถึง 2 พระองค์ในห้วงระยะเวลากว่า 80 ปีที่ผ่านมา
 
หากคุณได้มีโอกาสอ่านหนังสือเรื่อง "เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์" ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่เวลานี้เป็นพระนิพนธ์ซึ่งทุกคนต่างซื้อหามาเก็บไว้เป็นที่ระลึก หลังจากที่ผู้ทรงพระนิพนธ์สิ้นพระชนม์เมื่อช่วงขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา ก็คงจะประจักษ์ชัดถึงความรักและความผูกพันที่พระองค์มีต่อพระอนุชาทั้งสองพระองค์และสมเด็จพระบรมราชชนนีเป็นอย่างยิ่ง
 
ภายหลังจากที่ล้นเกล้ารัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตอย่างไม่มีใครคาดคิดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 ราชสกุลมหิดลตกอยู่ในความเศร้าโศกอย่างหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันจึงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติในทันทีอย่างไม่มีใครคาดคิดเช่นกัน ในเวลานั้นพระบรมวงศ์ที่เป็นกำลังพระราชหฤทัยให้กับในหลวงรัชกาลปัจจุบันก็คงมีเพียง "สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี" และ "สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวง" เท่านั้น และเป็น 2 พระองค์นี้ที่เป็นกำลังอันสำคัญในการแบ่งเบาพระราชกรณียกิจต่างๆ ของในหลวงตราบจนวาระสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของทั้งสองพระองค์
 
ครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2549 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสในการออกรับการถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต ความตอนหนึ่งซึ่งผมยังจำได้มาจนถึงทุกวันนี้ โดยทรงมีพระราชดำรัสถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ว่า
 
"…พี่สาวนี่เคยบอกว่า ถึงเวลาอายุ 80 ไม่ไหว ท่านอายุ 84 ก็ไม่ค่อยสบาย ก็เลยต้องพูดถึงท่าน ขอให้ท่านสบาย และประสบความสำเร็จในการรักษาตัว เดี๋ยวนี้ คนที่เป็นผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าเหลือคนเดียว คือพี่สาว คนอื่นไม่เป็นผู้ใหญ่แล้ว…"
 
ทีนี้ลองดูภาพส่วนหนึ่งซึ่งผมรวบรวมมาได้ เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงความรักและความผูกพันของทั้งสองพระองค์กันนะครับ…
 
ภาพนี้เป็นภาพที่ผมประทับใจที่สุด จึงจัดให้อยู่ในลำดับแรก เป็นภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฉายกับสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงฯ สังเกตว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระหัตถ์ซ้ายกุมพระหัตถ์ขวาของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงฯ เอาไว้ด้วย
 
ส่วนภาพนี้เป็นภาพในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก เมื่อปี พ.ศ. 2539 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม หากใครยังจำภาพนี้ได้หรือมีโอกาสได้ชมภาพเคลื่อนไหวจะเห็นว่า สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงฯ ซึ่งทรงเป็น "พี่สาว" ทรงถอนสายบัวเมื่อพบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งๆ ที่โดยสายเลือดแล้วสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงฯ ทรงมีพระชนมายุมากกว่า และยังมีภาพที่ทั้งสองพระองค์ทรงจูงพระหัตถ์ของกันและกันในพระราชพิธีเดียวกัน (ถ้าผมจำไม่ผิด ภาพเคลื่อนไหวนี้ช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณป้าผมม้า ได้นำมาตัดต่อทำเป็นไตเติ้ลข่าวในพระราชสำนักด้วยครับ เดี๋ยวนี้ผมไม่ได้ดูข่าวช่อง 7 นานแล้วเลยไม่ทราบว่ายังมีภาพเคลื่อนไหวนี้อยู่หรือเปล่า?)
 
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกภาพหนึ่งคือภาพในพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยยศของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ให้ดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน โดยมีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า "สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงดำรงฐานันดรศักดิ์สูงกว่าทรงไหว้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงฯ ซึ่งดำรงฐานันดรศักดิ์ต่ำกว่า แต่ภาพนี้ผมพยายามค้นหาแล้วก็ยังไม่เจอสักที ผมคิดว่าทั้งสองภาพนี้เป็นภาพที่แสดงออกถึงความรักและความผูกพันระหว่างสองพระองค์ได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าจะทรงดำรงฐานันดรศักดิ์ที่แตกต่างกัน แต่ก็ยังทรงไม่ลืมความเป็นพี่น้องที่คลานตามกันมาแต่หนหลัง ดังพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานจัดเศวตฉัตร 7 ชั้น (สัปตปฎลเศวตฉัตร) ในราชพิธีพระศพ เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2551 ปรากฏความตอนหนึ่งดังนี้ครับ
 
"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่าโดยที่ทรงพระอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 มกราคม พุทธศักราช 2551 ว่า เป็นสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี ที่ทรงเคารพนับถือ ในฐานะที่ทรงมีอุปการคุณมาแต่หนหลัง อีกทั้งทรงพระคุณแก่บ้านเมืองเป็นอเนกปริยาย เป็นที่ประจักษ์แก่ตาแก่ใจของมหาชนทั่วไป เมื่อเสด็จสิ้นพระชนม์ เป็นเหตุให้พระองค์และประชาชนทุกชนชั้นอาลัย ระลึกถึงพระคุณเป็นอันมาก…"
 
หากใครมีโอกาสรับชมภาพข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินออกจากโรงพยาบาลศิริราช ภายหลังจากที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงฯ สิ้นพระชนม์ จะเห็นได้ชัดว่าพระพักตร์ของพระองค์เศร้าหมองอย่างยิ่ง พระดำเนินแต่ละก้าวเป็นไปอย่างไม่มั่นคง เหมือนคนที่หมดแรง ซึ่งผิดจากไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านั้นซึ่งมีพระพักตร์สดชื่น และยังทรงพระดำเนินอย่างกระฉับกระเฉงอีกด้วย
 
 
 
 
ทั้งหมดนี้เป็นภาพสะท้อนความรักแบบพี่น้อง ซึ่งผมถ่ายทอดออกมาเป็น Blog ชิ้นนี้ครับ และหวังว่าคนในสังคมไทยควรจะมีสติระลึกว่าในปีมหาวิปโยคอีกครั้งหนึ่งนี้เราควรจะประพฤติตนอย่างไร เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ท่านบ้าง
 
—————————————————
หมายเหตุ
(1) สัปต หรือสัตตะ แปลว่า เจ็ด
(2) โสทรเชษฐภคินี = สํ + อุทร + เชษฐ + ภคินี
– สํ แปลว่า ร่วมกัน
– อุทร แปลว่า ครรภ์
– เชษฐภคินี แปลว่า พี่สาว
หมายความรวมกันว่า พี่สาวที่เกิดร่วมท้องมารดาเดียวกัน