ผมเคยเขียนเรื่อง "การมองโลกในแง่ดี" บน spaces แห่งนี้เมื่อกว่า 1 ปีที่ผ่านมา โดยผมได้เขียนใน 2 ประเด็นก็คือ ความสำคัญของการมองโลกในแง่ดี กับประเด็นที่สอง คือ การมองโลกในแง่ดีในเรื่องการศึกษา สำหรับ blog วันนี้ ผมบังเอิญนึกออกว่าการมองโลกในแง่ดีนั้นนอกจากจะทำให้เจ้าตัวเลิกมองโลกในแง่ร้ายแล้ว ยังทำให้สุขภาพจิตของตัวเองนั้นดีขึ้นด้วย แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ "ผลกระทบ" ของการมองโลกในแง่ดีของเราเองที่มีต่อคนรอบข้างนั่นเอง
 
ในโลกของความจริง เราต้องยอมรับว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกใบนี้ อย่างน้อยที่สุดทุกคนต้องมีครอบครัว ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัวเป็นอย่างน้อย และอย่างมากก็คือกับคนในสถานศึกษาหรือในที่ทำงานของตัวเอง และที่สำคัญก็คือเราต้องรู้จักยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล (individual difference) ซึ่งหมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวพันกับตัวเราอาจไม่เหมือนกับของคนรอบข้างเราเสียทีเดียว มันอาจมีจุดที่แตกต่างกันบ้าง ซึ่งในบางครั้งจุดที่แตกต่างกันนี้แหละที่อาจทำให้เกิดความบาดหมางใจกันได้ครับ
 
การมองโลกในแง่ดีก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่เราคิดว่าอาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นสาระจนเราเอามามองในแง่บวก อาจเป็นสิ่งที่คนอื่นเห็นว่าเป็นสาระสำคัญ หรือในบางครั้งอาจกระทบกระทั่งกับความรู้สึกหรืออาจจะเลยไปถึงทัศนคติของคนรอบข้างได้โดยไม่ตั้งใจ เพราะทัศนคติของคนเรานั้นเปรียบเสมือน "อุดมการณ์" หรือความเชื่อส่วนบุคคลซึ่งอาจเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยากหรือไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้เลย ตัวอย่างเช่น อุดมการณ์ทางการเมือง การศาสนา ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เป็นต้น
 
สามสิ่งดังกล่าวนั้นเป็นเสมือน "กฎหมายทางจิตวิทยา" ที่เราไม่สามารถก้าวล่วงได้เลยทีเดียว!!
 
เพราะฉะนั้นแล้ว ผมจึงขอย้ำเลยนะครับว่าการมองโลกในแง่ดีของเรานั้นต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบกระเทือนถึงความรู้สึกของคนรอบข้างเป็นอันขาด ดังที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้นครับ อย่างไรก็ตาม ถ้าเราพลาดไปทำร้ายความรู้สึกหรือทัศนคติของคนรอบข้างเข้าแล้ว การปรับความเข้าใจกันก็เป็นหนทางที่ควรทำในโอกาสแรกครับ