"บันทึกของหมีน้อย" ห่างหายจากการเขียนเรื่องเพลงไปนานพอสมควรเลยนะครับ ผมคิดว่า Blog ต่อจากนี้อีก 2-3 ตอน จะขอเขียนเกี่ยวกับเพลงบ้าง เพราะในการทำงานเขียนของผมไม่ว่าจะเป็นการเรียบเรียง E-book หรือการเขียน Blog นั้นผมจะเปิดเพลงฟังไปพร้อมๆ กันด้วย สาเหตุประการหนึ่งก็คือ แก้ง่วง นั่นเองครับ แต่สำหรับหลายๆ เพลงที่ผมฟังนั้นมีการแฝงข้อคิดเอาไว้หลายข้อด้วยกัน ดังนั้น สาเหตุประการต่อมาก็คือ การที่ใช้เสียงเพลง (ที่มีแง่คิดดีๆ) สะกดจิตตัวเองเพื่อที่จะได้ "ติด" หรือบางทีอาจถึงขั้นเปลี่ยนแปลงตัวเราไปเลยก็ได้ครับ (ซึ่งผมคิดว่าสำหรับบางเพลงนั้นใช้ได้ผลกับตัวผมจริงๆ)
 
สำหรับเพลงที่มีข้อคิดดีๆ ซึ่งผมจะหยิบขึ้นมาพูดถึงในวันนี้ก็คือ เพลง "ความเชื่อ" ของวง Bodyslam ครับ
 
เพลงความเชื่อเป็นเพลงที่ "เก่า" พอสมควรตามนิยามของวัยรุ่นยุคนี้ เป็นเพลงที่มีจังหวะ pop rock (ถ้าใครเป็นนักฟังเพลงจะช่วยแก้ให้ผมด้วยก็ได้นะครับ) ซึ่งโดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ "ไม่" ค่อยชอบฟังเพลงแนวนี้สักเท่าไหร่ แต่สำหรับเพลงนี้เป็นกรณีพิเศษจริงๆ เนื่องจากว่ามีคำร้องที่ "โดนใจ" มาก โดยเฉพาะท่อนเริ่มของเพลงนี้ที่ขึ้นต้นว่า
 
"มันเกือบจะล้ม มันเหนื่อย มันล้า เหมือนแทบขาดใจ
เดินมาจนท้อไม่เจอจุดหมายปลายทางที่ฝัน
จะกลับได้ไหมถ้าเดินต่อไปยากเย็นขนาดนั้น ยังถามใจ
ตลอดชีวิตฉันเจอในสิ่งที่คิด หรือมันจะเป็นอะไรที่ผิด และฉันเองที่หลงทาง"
 
เพราะในช่วงชีวิตหนึ่งของผมต้องเจอกับสถานการณ์ที่คล้ายๆ กับที่เนื้อเพลงบอกไว้ จนกระทั่งคิดว่าตัวเองต้อง "ถอดใจ" และต้องเดินตามทางที่ตัวเองไม่เต็มใจจะเดินไป จนกระทั่งมาได้ฟังอีกช่วงหนึ่งซึ่งเป็นท่อน hook ของเพลงนี้ที่บอกว่า
 
"ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่
มันจะไปจบที่ตรงไหน เมื่อเดินเท่าไหร่มันก็ไปไม่ถึง"
 
โดยเฉพาะท่อนที่บอกว่า "ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน…" ทำให้ผมเริ่มคิดแล้วว่าจะเดินทางที่ตัวเองเลือกต่อไป โดยไม่ยอมถอดใจอย่างที่จำใจต้องทำ แต่เท่านี้ยังไม่เพียงพอนะครับ เพราะในท่อนต่อมาที่บอกว่า
 
"เดินต่อช้าๆ ไม่อยากปล่อยฝัน ให้มันหลุดมือ
ที่สั่งให้ฉันไปต่อก็คือความเชื่อเท่านั้น
ถ้าในวันนี้เรี่ยวแรงยังเหลือ ก็ยังต้องฝัน ต้องก้าวไป"
 
ก็ได้ตอกย้ำให้ผมตัดสินใจเลือกทางเดิมต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์เก่าที่เคยเจอมาก็มาคล้องกับท่อนหนึ่งในเพลงนี้ที่บอกว่า
 
"ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อย
ได้จดจำว่าครั้งหนึ่งเคยก้าวไป
แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป"
 
ยิ่งทำให้ผมมีความมั่นใจว่า ถึงแม้ว่าการเดินต่อตามทางเดิมจะมีความเสี่ยงที่สูงมาก (ในเวลานั้น) ถ้าเราทำตามความเชื่อของตัวเองได้สำเร็จก็เป็นเรื่องดีไป แต่ถ้าไม่ใช่…ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีกับตัวผมเอง และจำต้องทิ้งความฝันที่ไม่มีวันเป็นไปได้ในที่สุด ซึ่งคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากเลยนะครับ แต่ความจริงแล้ว ณ วันที่ผมกำลังเขียน blog นี้ เรื่องดังกล่าวได้กลายเป็นจริงแล้วกว่า 90% ส่วนที่เหลืออีก 10% นั้นเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาจริงๆ ครับ
 
นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการฟังเพลงแล้วได้แง่คิดเอามาปรับใช้กับตัวผมเองครับ สำหรับ blog ตอนต่อไป ผมจะเขียนเกี่ยวกับเพลง "วิหคพลัดถิ่น" ถ้าสนใจก็ติดตามอ่านได้ครับ…