เมื่อช่วงวันที่ 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหงประเทศไทย (วทท.) ครั้งที่ 34 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยในครั้งนี้สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นเจ้าภาพ ซึ่งการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ "Science and Technology for Global Challenges" (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลกแห่งความท้าทาย) ก็เลยจะมาเขียนเล่าประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ ให้ท่านได้อ่านกันครับ
 
การประชุม วทท. แต่ละครั้งนั้นมีหัวใจหลัก คือ การนำเสนอผลงานการวิจัยในหัวข้อต่างๆ ของนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั่วประเทศ โดยมีการแบ่งเป็น Session ต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์, สถิติ, และ IT เป็น Session หนึ่ง และยังมี Session เคมี, Session ฟิสิกส์, Session ชีววิทยา ฯลฯ โดยนอกจากการนำเสนอผลงานการวิจัยแล้วก็ยังมีอีก 2 ส่วนหลักๆ คือ การปาฐกถา การอภิปราย หรือเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจจากนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งในประเทศและต่างประเทศ และการนำเสนอนิทรรศการผลงานการวิจัยของ(ว่าที่)นักวิจัยมืออาชีพครับ
 
สำหรับการประชุม วทท. ในครั้งนี้ผมมีวาระ 3 อย่างด้วยกันครับ
 
วาระแรก…เป็นการเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมอย่างเป็นทางการโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมทั้งการรับฟังปาฐกถาพิเศษทางไกลจาก Professor Pachauri เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ เมื่อปีที่แล้ว สำหรับ Professor Pachauri นั้นโดยพื้นฐานเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม แต่ในอีกด้านหนึ่งท่านรับหน้าที่ประธานองค์การ IPCC (Intergovernmental Panel of Climate Change) ที่มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อนด้วยครับ โดยในปาฐกถานี้มีสาระสำคัญเกี่ยวกับบทบาทของ(นัก)วิทยาศาสตร์ในการกำหนดนโยบายทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะนักวิทยาศาสตร์นั้นมีข้อมูล มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมากมาย จึงสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในแง่ของการกำหนดนโยบายของแต่ละรัฐบาลได้ด้วย
 
มาถึงบรรทัดนี้คงต้องบอกกล่าวกันว่า เดิมทีนั้นทาง Professor Pachauri มีกำหนดการเดินทางมาแสดงปาฐกถาที่ประเทศไทยจริงๆ แต่ท่านป่วยกระทันหันจึงต้องใช้เวลารักษาตัวสักระยะ จึงใช้วิธีการส่งสัญญาณทางไกลมาแทนครับ
 
นอกจาก Professor Pachauri ซึ่งถือเป็น Premier Keynote Lecture ในการประชุมคราวนี้แล้ว ก็ยังมีองค์ปาฐกอีก 3 ท่าน ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก และนักวิทยาศาสตร์ไทยซึ่งได้รับการยกย่องเป็น "นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2551" อีกด้วย ได้แก่
(1) Professor Dr. Young Joon Surh
(2) ศาสตราจารย์ ดร. อภิวัฒน์ มุทิรางกูร อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ
(3) ศาสตราจารย์ ดร. วัชระ กสิณฤกษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคนิคการแพทย์ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
 
ส่วนวาระที่สอง…เป็นการเข้าร่วมฟังการนำเสนอผลงานการวิจัยในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ โดยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยทางด้านคณิตศาสตร์ประยุกต์ (เน้นทางด้านสมการเชิงอนุพันธ์) ครับ
 
วาระที่สาม…เป็นการเข้าร่วมการเสวนาเกี่ยวกับ "พ.ร.บ.ส่งเสริมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ.2551" (ผมขอเรียกอย่างย่อๆ ว่า "พ.ร.บ.ส่งเสริมวิชาชีพฯ" นะครับ) และ "พ.ร.บ.ว่าด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ.2551" (พ.ร.บ.วทน.) สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับคนที่เป็นหรือกำลังจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ในอนาคตครับ วิทยากรท่านหนึ่งในงานนี้ซึ่งเป็นผู้ยกร่างกฎหมายทั้งสองฉบับมากับมือเมื่อราวๆ 10 ปีที่แล้ว กล่าวว่า "กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายพื้นฐาน หรือ basic law ของนักวิทยาศาสตร์ไทย" เลยทีเดียว
 
สำหรับ พ.ร.บ.ส่งเสริมวิชาชีพฯ นั้นมีสาระสำคัญ คือ ให้มีสภาวิชาชีพของนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้นสภาหนึ่งเรียกว่า "สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้ประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม ในทำนองคล้ายๆ กับสภาวิชาชีพอื่นๆ เช่น สภาวิศวกร สภาสถาปนิก นั่นเอง โดยสภาวิชาชีพฯ มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพฯ ตลอดจนการควบคุมดูแลการประกอบวิชาชีพฯ ของคนในวงการนี้อย่างเข้มงวด และประการสำคัญก็คือ การช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ การเผยแพร่ความรู้ และการสร้างจิตสำนึกทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้แก่ประชาชน (มาตรา 9(5)) นั่นเองครับ
 
กฎหมายอีกฉบับหนึ่ง คือ พ.ร.บ.วทน. มีสาระสำคัญ คือ เพื่อให้วงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศมีการพัฒนาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพให้มากกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งการส่งเสริมให้ประชาชนคิดอย่างเป็นตรรกะและมีเหตุผล มีความรอบรู้และมีความสามารถโดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศมากเกินไป และประการสำคัญก็คือ ให้มีการรวมกลุ่มสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยให้เป็นเครือข่ายในการพัฒนาบุคลากรทางด้าน วทน. ที่มีองค์ความรู้ใหม่ในการแก้ปัญหาการผลิตและการบริการของประเทศ (สรุปจาก…เหตุผลของการตรา พ.ร.บ. ฉบับนี้)
 
ในความเห็นของผม พ.ร.บ.วทน. เป็นเรื่องทางนโยบาย (ระดับบริหาร) ซึ่งคนส่วนมากอาจเข้าใจได้ยากครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมอยากให้คนเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งหลายได้หันมาให้ความสนใจ พ.ร.บ.ส่งเสริมวิชาชีพฯ มากกว่า เพราะเกี่ยวข้องและมีผลกระทบกับพวกเราโดยตรงครับ ซึ่งผมจะเขียนรายละเอียดเรื่องนี้ใน blog ตอนต่อๆ ไปครับ
 
เก็บตกเรื่องสุดท้าย… ในงานดังกล่าวนอกจากจะเป็นการประชุมวิชาการและการแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยของนักวิจัยมืออาชีพแล้ว ก็ยังมีการแสดงโครงงานวิทยาศาสตร์ของน้องๆ ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาอีกด้วยนะครับ ซึ่งจากการสอบถามเจ้าของโครงงานแล้วก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขามีแนวคิดที่น่าสนใจ และหลายๆ โครงงานยังอาจนำไปต่อยอดได้อีกด้วย
 
สำหรับภาพบรรยากาศทั้งหมดในงาน (เท่าที่ผมเห็นว่าถูกกาลเทศะ จึงสามารถถ่ายภาพได้) ขอเชิญชมได้ที่ Photos ในหัวข้อ "การประชุมวิชาการ วทท. ครั้งที่ 34" ได้เลยครับ…