เหลือเวลาอีกเพียง 14 วันเท่านั้นก็จะขึ้นปีใหม่แล้วนะครับ ไม่น่าเชื่อเลยว่าวันและเวลาจะผ่านไปรวดเร็วยิ่งกว่าติดจรวดเสียอีก คนไทยหลายคนยังคงจำได้ว่า ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 2 มกราคม (หรือก็คือกลางดึกของวันที่ 1 มกราคม) ประเทศไทยตกอยู่ในความเศร้าโศกจากประกาศของสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์ และตลอดปี 2551 ก็มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นโดยทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์การเมืองไทยจะต้องจารึกเอาไว้อีกครั้งหนึ่งว่า เป็นปีที่ประเทศไทยใช้นายกรัฐมนตรีเปลืองที่สุด คือ 3 คน ไล่ตั้งแต่คุณสมัคร สุนทรเวช หรือลุงหมักของใครหลายๆ คน มาถึงคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรก็ลงมติเลือกคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 3 ในรอบปีนี้
 
อย่างไรก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวงยังไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีต้นเหตุมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็ลุกลามไปเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลก ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบบ้างพอสมควร เพราะประเทศไทยเรานั้นพึ่งพาการส่งออกไปยังประเทศนี้มากที่สุด (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ประเทศไทยสามารถทำเงินได้จากการส่งออกสินค้าไปขายที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มากที่สุด เมื่อเทียบกับการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่ค้ากับประเทศเรา) ว่ากันว่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้จะยิ่งใหญ่และยาวนานหลายปีเลยทีเดียว ซึ่งก็มีบางฝ่ายถึงกับทำนายว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอเมริกันจะถึงกาลอวสานเพราะพิษเศรษฐกิจในรอบนี้อย่างแน่นอน
 
ผม (และทุกๆ ท่านที่พลัดหลงเข้ามาอ่าน blog ของผม) ก็ได้แต่หวังว่าวิกฤตการณ์ต่างๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งที่เกิดขึ้นในประเทศของเราเอง และที่ได้รับผลกระทบจากต่างประเทศจะคลี่คลายลงโดยเร็วครับ