ก่อนอื่นก็ขอสวัสดีปีใหม่ พ.ศ.2552 กับผู้อ่านทุกๆ ท่านเลยนะครับ ผมคงไม่บังอาจอวยพรใครผ่าน blog ชิ้นนี้ เพราะธรรมเนียมการอวยพรนั้นเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ "ให้" พรแก่ผู้น้อย อีกทั้งผมไม่แน่ใจว่าผู้อ่าน blog นี้เป็นใครบ้าง ดังนั้น เพื่อให้ถูกกาลเทศะก็ของดอวยพรอย่างที่หลายๆ คนบนโลกออนไลน์ทำอยู่ครับ
 
แต่อย่างไรก็ตาม ในปีใหม่นี้สำหรับ "บันทึกของหมีน้อย" ก็คงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เคยเงียบอย่างไรก็จะเงียบแบบนั้นต่อไปครับ แต่ก็จะพยายามเจียดเวลาเข้ามาเขียนเรื่องราวต่างๆ บ้าง เพื่อมิให้ blog เงียบจนเกินไป และกลายเป็นขยะบนโลกออนไลน์ในที่สุด
 
มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ขอแจกแจงแผนงานคร่าวๆ ประจำปีนี้กันหน่อยดีกว่า…
 
แผนงานที่ผมตั้งใจจะทำในปีนี้ก็คือ การเรียนต่อระดับปริญญาโทนั่นเอง ซึ่งในขณะนี้มี 2 แนวทาง คือ 1.เรียนต่อในประเทศ โดยในครั้งแรกสมัครสอบคัดเลือกไว้ 2 สถาบัน คือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ด้วยเหตุผลทางเทคนิคบางประการจึงทำให้ผมไม่สามารถไปสอบที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ จึงเหลือเพียงการสอบที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เพียงสถาบันเดียว
 
สำหรับแนวทางที่ 2 คือ การเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้เดิมทีผมไม่เคยมีแนวคิดที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศเลยครับ แต่หลังจากที่ได้ไปดูงาน OCSC International Education Expo 2008 เมื่อวันที่ 29-30 พฤศจิกายน พ.ศ.2551 ที่ผ่านมา ก็ได้ตระหนักว่า ถึงแม้ว่าการเรียนต่อในประเทศหรือไปเรียนต่อต่างประเทศจะได้วิชาความรู้อย่างเดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันก็คือ "ประสบการณ์" ที่ได้รับจากการไปเรียนต่อต่างประเทศนั่นเอง
 
ก็ขอบอกไว้ ณ ที่นี้ว่า เวลานี้ความทุ่มเทนั้นผมได้มุ่งไปที่การเรียนต่อต่างประเทศมากกว่าครับ โดยเฉพาะการเรียนต่อที่ประเทศสหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งมีสภาพแวดล้อมทางการศึกษาดีเยี่ยมที่สุดประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือ คุณภาพชีวิตของคนในประเทศนี้ ผมคิดว่าดีที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยผมไม่เคยคิดนำเรื่อง "ค่าใช้จ่าย" มาพิจารณาเลือกประเทศที่จะไปเรียนต่อเลยแม้แต่น้อย
 
และถึงแม้ว่า ผมจะนำเรื่องค่าใช้จ่ายมาใช้พิจารณาแล้วก็ตาม ประเทศสหราชอาณาจักรหรือแม้กระทั่งประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรปก็นับว่ามีค่าใช้จ่ายที่ไม่มากจนเกินไป ถ้าเราเป็นคนที่รู้จักค้นคว้า/ค้นหา "แหล่งทุนการศึกษา" (ถ้าไม่ใช่นักเรียนทุนที่ได้รับทุนการศึกษาจากหน่วยงานในประเทศไทยอยู่แล้ว) เพื่อมาสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อในทวีปยุโรปครับ ซึ่งจะว่าไปแล้วการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในรูปของทุนการศึกษานั้นดูแล้วจะมีอยู่มากมายหลายรูปแบบ (ผมคิดว่ามากกว่าในบางประเทศเสียอีก) ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนค่าเล่าเรียนเต็มจำนวน หรือสนับสนุนค่าเล่าเรียนเพียงบางส่วน หรือบางทุนอาจสนับสนุนค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันให้อีกด้วย ซึ่งเรื่องเหล่านี้ผมกำลังใช้เวลาในแต่ละวัน(ที่เหลืออยู่)เพื่อ "ตัดตัวเลือก" ที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวผมเองมากที่สุดอยู่ครับ
 
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากไม่แพ้กันก็คือ "การทดสอบภาษาอังกฤษ" นั่นเอง ซึ่งมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปเขายอมรับผลสอบ IELTS (International English Language Testing System) ครับ โดยเราต้องผ่านเกณฑ์ IELTS 6.0 ขึ้นไป หรือแม้กระทั่งผลสอบ TOEFL iBT (Test of English as a Foreign Language internet-Based Testing) ก็ยอมรับเช่นกัน โดยเราต้องผ่านเกณฑ์ TOEFL iBT 76 ขึ้นไป เขาจึงพิจารณาใบสมัครของเราครับ
 
เรื่องของการทดสอบภาษาอังกฤษนี้ ผมเองเคยทดสอบภาษาอังกฤษในทำนองเดียวกันนี้กับศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้วในชื่อ CU-TEP โดยที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนเลย ซึ่งก็ได้ผลคะแนนเมื่อเทียบเป็นคะแนน TOEFL Paper-Based Testing แล้วเป็นที่น่าพอใจ (แต่ก็ยังห่างจากเกณฑ์ที่เขากำหนดไว้อยู่มากพอสมควรครับ) ดังนั้น ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2552 ก็จะเป็นช่วงเวลาสำหรับการเตรียมตัวสอบ TOEFL อย่างจริงจังแล้วล่ะครับ เพื่อให้ทันการสอบในรอบเดือนกุมภาพันธ์ (เปิดให้สอบเพียงเดือนละครั้ง) แล้วก็จะได้ยื่นใบสมัครไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ (ที่ผ่านตะแกรงคัดเลือกรอบแรกมาแล้ว 10 สถาบัน ซึ่งผมจะนำรายชื่อมาเปิดเผยในโอกาสต่อไป) ภายในเดือนมีนาคมครับ ถึงตรงนี้ ผมอาจต้องเผื่อเวลาสำหรับการสมัครขอทุนการศึกษาเอาไว้ด้วย เนื่องจากหลายๆ ทุนมีการกำหนดเวลาปิดรับสมัคร (deadline) เอาไว้ด้วยครับ
 
ทั้งนี้ นอกจากประเทศสหราชอาณาจักรแล้ว อีกประเทศหนึ่งที่ผมหมายตาไว้ตั้งแต่ต้นก็คือ "สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี" ประเทศที่มีชื่อเสียงที่สุดในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั่นเอง ซึ่งผมจะขอเขียนถึงในโอกาสต่อไปครับ…