ผมจำได้ว่า ผมเคยเล่าเกี่ยวกับเกณฑ์คะแนน TOEFL iBT ขั้นต่ำที่จำเป็นต้องใช้ในการสมัครเข้าเรียนต่อระดับบัณฑิตศึกษาในประเทศอังกฤษไปแล้วใช่ไหมครับ แต่อันนั้นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นก็คือ ผมได้ไป "ลอง" สอบมาแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ด้วยความพร้อมสมบูรณ์แบบในความคิดของตัวเอง แต่หลังจาก 4 ชั่วโมงอันแสนสั้นผ่านพ้นไป ผมเองก็ตระหนักได้ทันทีว่า สิ่งที่เราคิดว่าพร้อมนั้น มันเป็นแค่การปลอบใจตัวเองเท่านั้นครับ ซึ่งผลลัพธ์จากการสอบในวันนั้นก็ประกาศออกมาแล้วเมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
 
ผลลัพธ์นั้นสุดแสนประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ด้วยคะแนนรวมเท่ากับ 49 จากเป้าหมายขั้นต่ำที่ต้องทำให้ได้ คือ 76
 
ซึ่งเมื่อแยกออกมาเป็นแต่ละ skill (ซึ่ง TOEFL iBT นั้นเขาแบ่งการทดสอบออกเป็น 4 skills ตามรูปแบบของการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ได้แก่ การอ่าน การฟัง การพูด และการเขียน (เรียงตามลำดับในเวลาสอบจริง)) ก็ปรากฏว่า skills ที่ประทับใจที่สุด คือ การฟัง เพราะในการทดสอบที่ใกล้เคียงกัน คือ CU-TEP นั้นผมทำคะแนนส่วนนี้ได้น้อยที่สุดครับ (การทดสอบ CU-TEP นั้นไม่มีทดสอบการพูด และการทดสอบการเขียนก็มีรูปแบบไม่เหมือนกับการสอบ TOEFL iBT ครับ) แต่สำหรับการสอบ TOEFL iBT นั้นผมทำคะแนนส่วนนี้ได้ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
 
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการอ่านนั้นผมคิดว่าทำได้ต่ำกว่ามาตรฐานที่ตัวเองคิดว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ สำหรับการพูดนั้นผมไม่ขอออกความเห็นครับ และในส่วนการเขียนนั้นก็สามารถทำได้ตามเป้าที่วางเอาไว้ เพราะโดยส่วนตัวผมค่อนข้างถนัดอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่
 
อาจจะมีหลายคนอยากถามผมว่า แล้วคิดจะทำอะไรต่อไป…
 
สำหรับผมแล้ว ผมคงต้องเตรียมตัวใหม่ให้ดีกว่านี้ในช่วงเวลาอีก 1 เดือนเศษๆ นับจากนี้ ก่อนจะถึงรอบสอบในเดือนพฤษภาคมครับ (เดือนเมษายนไม่มีการสอบในทุกๆ ศูนย์สอบ) เพื่อพยายามทำคะแนนให้ได้ใกล้เคียงกับ 76 หรือมากกว่านั้น เพื่อวัดดวงกับการศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ ถึงแม้ว่าในเวลานั้นผมคงทุ่มเทให้กับการเรียนปริญญาโทที่ ม.เกษตรศาสตร์  มากที่สุดก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดการไปให้ถึงฝันก็ยังดีกว่าฝันแล้วไม่ได้ทำให้เป็นจริงหรือใกล้เคียงความจริงไม่ใช่หรือ??
 
ของแถมสำหรับคนที่ "แม้เพียงคิด" จะไปสอบ TOEFL iBT…
– การทดสอบ TOEFL iBT นั้นมีค่าใช้จ่ายต่อครั้งค่อนข้างแพง คือ ประมาณ 5,600-5,800 บาท (แปรผันตามค่าเงินเมื่อแปลงเป็นเงินบาทแล้ว) เพราะฉะนั้นแล้ว หากไม่อยากเสียทรัพย์ไปเพื่อสอบใหม่เป็นครั้งที่ 2, 3, … ก็ควรจะต้องเตรียมตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นโรคเสียดายเงินแบบผมในช่วงแรกๆ ครับ
– การเตรียมสอบด้วยการซื้อหนังสือเตรียมสอบที่มีขายอยู่ดาษดื่นตามร้านหนังสือนั้น ไม่เพียงพอ ที่จะทำคะแนนให้ได้ตามเป้าหมายที่แต่ละคนตั้งเอาไว้ หากแต่ต้องมี "ประสบการณ์จริง" ในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารบ้าง (เพราะนี้คือจุดเด่นของการทดสอบ TOEFL iBT) ซึ่งประเด็นนี้เห็นได้ชัดในคะแนนส่วนการพูดของผมเองที่ทำได้ "แย่มาก" เพราะตัวผมเองมีประสบการณ์ในการพูดภาษาอังกฤษแบบจริงๆ จังๆ น้อยมากครับ
– ควรฝึกจับประเด็นสำคัญ (main points) แนวคิดหลัก (main ideas) จากสิ่งที่อ่าน/ฟัง/พูด ให้ดีๆ ซึ่งสิ่งนี้ผมคิดว่าทำได้ดีพอสมควร แต่ก็ยังไม่ดีพอครับ
– ควรฝึกทักษะการฟังให้มากที่สุด เพราะการทดสอบ TOEFL iBT ต้องใช้ทักษะการฟังถึง 3 ใน 4 ส่วน คือ
1) การฟัง (ทดสอบทักษะการฟังแบบเต็มรูปแบบ จำจำนวนข้อไม่ได้ จำได้แต่ว่าเป็นการฟังภาษาอังกฤษรวดเดียวที่ยาวนานที่สุดในชีวิต)
2) การพูด (ผู้เข้าสอบต้องฟังบทสนทนาซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทั่วไปในสถานศึกษา และการบรรยาย (lecture) วิชาพื้นฐานในชั้นเรียน) แล้วก็ตอบคำถามด้วยการพูดผ่านไมโครโฟนครับ ซึ่งส่วนนี้มีทั้งหมด 4 ข้อ จาก 6 ข้อ โดยแบ่งเป็น อ่าน/ฟัง/พูด และ ฟัง/พูด อย่างละ 2 ข้อ)
3) การเขียน (มีทั้งหมด 2 ข้อ โดยการฟังที่นำไปสู่การเขียนจะอยู่ในข้อแรกครับ ผู้เข้าสอบต้องอ่านบทความสั้นๆ เพื่อเก็บ main ideas และ/หรือรายละเอียดที่น่าสนใจ แล้วก็ฟังบทสนทนาซึ่งเป็นการบรรยายในชั้นเรียนและเกี่ยวข้องกับบทความที่ได้อ่าน หน้าที่ของเราก็คือ ต้องแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่อ่านกับสิ่งที่ฟังได้ เช่น สอดคล้อง หรือขัดแย้ง เป็นต้น)