ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ข่าวคราวที่สร้างความครึกครื้นรื่นเริงบันเทิงใจระคนระทึกใจให้กับชาวโลกมากที่สุด นอกจากข่าวดารานักร้องดังระดับโลกถึงคราวต้องไปสวรรค์พร้อมๆ กันถึง 2 คน แล้วก็คงจะเป็นข่าวคราวของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2552 (2009) ใช่ไหมครับ?
คุณอ่านไม่ผิดหรอกครับ…
 
"ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2552 (2009)"
 
ก่อนอื่นต้องชี้แจงก่อนว่า ที่ผมเขียนไปแบบนั้นก็ไม่ใช่เพราะว่า ดัดจริต หรืออะไรทำนองนั้น แต่เหตุผลเดียวที่ผมต้องเรียกชื่อใหม่ก็เนื่องมาจากว่า ในประเทศไทยนั้นการนับศักราชเราใช้ระบบพุทธศักราช (พ.ศ.) ซึ่งดำเนินมาก่อนคริสตศักราช (ค.ศ.) ถึง 543 ปี และปัจจุบันถือได้ว่าไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่ใช้ระบบพุทธศักราชในการนับปีด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อเราได้ชื่อว่าเป็นคนไทย ถือบัตรประชาชนไทย กินข้าวไทย ได้กับคนไทยด้วยกัน (อิอิ…) ในการเรียกสิ่งต่างๆ ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องผูกพันกับความเป็นไทยบ้างไม่มากก็น้อยครับ แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันความ "สับสน" ที่เวลานี้หลายๆ คนชักไม่แน่ใจแล้วว่า ระหว่างคำว่า "ตระหนก" กับคำว่า "ตระหนัก" นั้นมีอะไรเป็นเส้นแบ่ง? ผมก็เลยใส่วงเล็บน้อยเอาไว้ว่า 2009 เผื่อใครที่ติดโรคดัดจริตชอบอ่านแบบตะวันตก ก็จะได้อ่านแบบเดิมได้อย่างไม่ตะขิตตะขวงใจนะครับ
 
อันว่าโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2552 (2009) นี้ หากเราตัดส่วนขยาย "สายพันธุ์ใหม่ 2552 (2009)" ออกไปเหลือเพียง "โรคไข้หวัดใหญ่" ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า โรคมฤตยูซึ่งขณะที่ผมกำลังเขียน blog ชิ้นนี้ก็ได้ปลิดชีวิตคนไทยไปสิริรวม 26 ราย มันก็คือโรคไข้หวัดใหญ่ซึ่งคนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี (เพราะอะไร?) นั่นเอง
 
หากแต่สิ่งที่ต่างออกไปจากโรคไข้หวัดใหญ่ (ที่ภาษาราชการเขาเรียกว่า "โรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล") นั้นก็คือ ตัวก่อกำเนิดโรคนี้นี่เองที่ได้วิวัฒนาการตัวเอง มีการผสมข้ามสายพันธุ์ จนกระทั่งกลายมาเป็นโรคมฤตยูที่ "ทุกคน" บนโลกใบนี้มีโอกาสเท่ากันหมดในการถูกแจ็กพ็อตจากโรคนี้ ด้วยเหตุที่โรคนี้เป็นโรคอุบัติใหม่ (ศัพท์เทคนิคทางสาธารณสุขศาสตร์) ในตัวเราแต่ละคนจึงอาจมีภูมิต้านทานน้อยมาก หรืออาจไม่มีเลย หรือบางคนที่มีภาวะเสี่ยง เช่น มีโรคประจำตัว ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่อย่างไรก็ตาม หากเราทราบวิธีการป้องกันตัว และทราบปัจจัยเสี่ยง ก็จะทำให้เราปลอดภัยจากโรคนี้ได้ในระดับหนึ่ง
 
อย่างไรก็ตาม ต้องขอเตือนไว้ก่อนว่า ในคนที่แทบไม่ปรากฏอาการของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2552 (2009) ก็ไม่ได้หมายความว่า ในตัวของเรานั้นไม่ได้ติดเชื้อนะครับ ในกรณีที่ตัวเรามีเชื้อแต่ไม่แสดงอาการนี้แหละ จะกลายเป็นพาหะนำเชื้อไปสู่บุคคลอื่นต่อไปได้ เพราะฉะนั้นแล้ว เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของคนรอบข้างเรา เราจึงควรป้องกันด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การไอ การจาม การใช้สิ่งของร่วมกัน เป็นต้น หากเป็นไปได้ก็ควรรักษาความสะอาดเป็นประจำ ในแต่ละวันพยายามทำให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
 
จะเห็นได้ว่า ในแง่มุมหนึ่งถึงแม้ว่าโรคนี้จะสร้างความฉิบหายทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับโลกใบนี้มากเพียงใด แต่โรคเดียวกันนี้เองที่ทำให้แต่ละคนได้หันกลับมาตระหนักถึงการดูแลตัวเอง การดูแลคนรอบข้าง หรือการดูแลคนในสังคมเดียวกับเรา หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการสร้างความ "ตระหนัก" ให้เกิดขึ้นในหมู่มวลมนุษยชาติได้เป็นอย่างดี แต่ในทางกลับกัน ในบางประเทศ  คนส่วนหนึ่งในประเทศนั้นนอกจากจะไม่ "ตระหนัก" แล้ว ยัง "ตระหนก" กันจนเกินเหตุ ทั้งๆ ที่ถ้าใช้สติไตร่ตรองสักเล็กน้อยก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทุกอย่างย่อมมีที่มาและที่ไปของมันเองอยู่แล้ว (อิทัปปัจจยตา)
 
ผมไม่บอกก็แล้วกันว่าประเทศนี้ คือ ประเทศไหน…