"วันที่ 11 พฤศจิกายน" นอกจากจะเป็นวันคล้ายวันเกิดของผู้เขียนแล้ว ยังเป็นวันคล้ายวันถึงแก่กรรมของศิลปิน "ระดับตำนาน" อีกท่านหนึ่งของประเทศไทยเลยนะครับ ศิลปินท่านนั้นก็คือ "อิทธิ พลางกูร" นั่นเอง ตั้งแต่จำความได้ผู้เขียนก็รู้จัก "ลุงอิทธิ" แล้วล่ะครับ (ผู้เขียนขออนุญาตเรียกว่า "ลุง" ทั้งๆ ที่อายุในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นน้อยกว่าพ่อของผู้เขียน) และที่สำคัญก็คือ สิ่งที่ผู้เขียนยึดศิลปินท่านนี้เป็น "ไอดอล" ก็คือ เพลง "เก็บตะวัน" นั่นเอง สำหรับเพลงเก็บตะวันนั้นเป็นเพลงที่ให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวครับ สำหรับผู้เขียนแล้วไม่ว่าจะมีศิลปินท่านอื่นนำเพลงนี้ไปร้องใหม่ ในแบบฉบับของตัวเองสักกี่รอบก็ตาม แต่ฉบับของ "ลุงอิทธิ" นั้นยังคงเป็นอันดับ 1 อยู่เสมอครับ
 
หลายๆ คนคงจำได้ดีนะครับว่า เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2547 ถือเป็นวันที่ประเทศไทยสูญเสียศิลปินท่านนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับด้วยโรคมะเร็ง(ลำไส้ใหญ่ – ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิด) และในวันนี้ก็ถือได้ว่าเป็นวาระครบรอบ 5 ปีของการจากไป จะว่าไปแล้วก็ถือว่าเร็วมากเลยนะครับ หากเราพิจารณาศิลปินท่านอื่นที่เกิดในยุคเดียวกับหรือใกล้เคียงกับลุงอิทธิ และมีชื่อเสียงเช่นเดียวกัน แต่ยัง "หลงเหลือ" มาจนถึงวันนี้นับได้น้อยมาก คนหนึ่งที่น่าจะอยู่ในข่ายนั้นก็คือ "ธงไชย แมคอินไตย์" ใช่ไหมครับ?
 
มาว่ากันถึงผลงานเพลงของ "ลุงอิทธิ" กันอีกสักเล็กน้อยนะครับ…
 
นอกจากเพลงเก็บตะวันแล้ว เพลงที่ให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดีอีกเพลงหนึ่งก็คือ เพลง "กาลเวลา" ครับ คำร้องเพลงนี้โดยเฉพาะท่อนฮุคนั้นให้ภาพที่กระจ่างชัดอย่างยิ่งเกี่ยวกับ "สิ่งสุดท้าย" ในชีวิตของเราทุกคน ผมขออนุญาตยกมาลงไว้ดังนี้ครับ
 
"น้ำมะพร้าวและธูปเทียนไฟ กลายกลับสู่สามัญ คนเราตายไปไหนกัน กลายเป็นควันล่องลอย"
 
นัยเกี่ยวกับ "สิ่งสุดท้าย" นี้แท้ที่จริงแล้วก็คือ ความไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆ นั่นเอง ดังจะเห็นได้จากคำร้องท่อนหนึ่งที่บอกว่า "จากเคยพอใจเพียงของขวัญในกล่อง กลับไม่พอหาทางเอามากกว่านั้น อยากจะไป อยากจะไปคว้าเอาดวงดาวนับพัน สมมติมันให้เป็นแก้วแหวนเงินทอง"
 
หรือภาพที่ชัดเจนขึ้นยิ่งกว่านี้ก็สะท้อนออกมาจากคำร้องที่บอกว่า "หากเป็นจริงก็เพียงสมหวังครั้งหนึ่ง ไม่เป็นจริงก็เพียงผิดหวังอีกครั้ง อยากจะมี อยากจะมีมากมายต่างๆ ลืมว่าตายเมื่อไร ก็ไปแต่ตัว"
 
โดยสรุป เพลง "กาลเวลา" นั้นนอกจากจะให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตแล้ว ยังช่วยตอกย้ำถึงหลักธรรมข้อหนึ่งในพระพุทธศาสนา คือ เรื่อง "ไตรลักษณ์" ที่ประกอบด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้เป็นอย่างดี
 
อย่างไรก็ตาม เราจะเห็นภาพที่ตัดกันอย่างชัดเจนเกี่ยวกับ "เนื้อหา" ของเพลงในยุคก่อนกับยุคปัจจุบัน กล่าวคือ เพลงยุคก่อนเน้นเรื่องราวทั่วไปของสังคมลงไปจนถึงชีวิตของปัจเจกบุคคล ในขณะที่เพลงยุคปัจจุบันเน้นไปที่ "ความรัก" ในรูปแบบต่างๆ เป็นหลัก โดยหาฟังเพลงในแนวเดียวกับยุคก่อนได้ยากมากครับ ด้วยเหตุผลนี้เองจึงทำให้ศิลปินยุคก่อนๆ มีชื่อเสียงโด่งดังมาจนถึงปัจจุบันได้อย่างสง่างาม แม้ว่าศิลปินบางท่านอาจจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม แต่ "มรดก" ที่เขาเหล่านั้นทิ้งเอาไว้ก็เป็นสิ่งที่น่าจดจำและน่าดำเนินรอยตามเป็นอย่างดี อย่างกรณีของ "อิทธิ พลางกูร" นั่นเอง
 
ประชาสัมพันธ์
ในวันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม ศกนี้ จะมีคอนเสิร์ตรำลึก 5 ปี อิทธิ พลางกูร ณ อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก โดยงานจะเริ่มตั้งแต่ 1 ทุ่มเป็นต้นไปนะครับ ก็ขอเชิญชวนแฟนเพลงของลุงอิทธิไปเจอกันได้ในงานนั้นครับ…