หลังจากที่ผมตัดสินใจยุติการเรียนในระดับปริญญาโท ก็ถึงเวลาที่จะต้องหางานทำซึ่งสามารถใช้ความรู้ขั้นต่ำในระดับปริญญาตรีที่มีอยู่ได้ ซึ่งเป้าหมายของงานมีเพียงอย่างเดียวคือการเป็น “ครูสอนคณิตศาสตร์” ตามความรู้ปริญญาตรีที่ได้รับ ผมใช้เวลาอยู่พอสมควรในการค้นหางานทางเว็บไซต์จัดหางานต่างๆ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมาได้รับการติดต่อจากโรงเรียน… (ขอสงวนชื่อ) ให้มารับการสัมภาษณ์ในวันรุ่งขึ้น

ในวันที่ 20 มิถุนายน ทางโรงเรียนได้นัดให้ผมไปรับการสัมภาษณ์ในเวลาประมาณ 10.00 น. การสัมภาษณ์ก็เป็นไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งในตอนท้ายของการสัมภาษณ์ทางโรงเรียนได้นัดหมายให้ผมมา “สาธิตการสอน” ในวันที่ 27 มิถุนายน เวลา 09.00 น. เป็นขั้นตอนสุดท้าย

ทางโรงเรียนเปิดโอกาสให้ผมเลือกว่าจะสาธิตการสอนในชั้นใด ผมตกลงเลือกชั้น ม.4 ถ้าถามว่าเหตุผลลึกๆ ที่เลือกระดับชั้นนี้คืออะไร ก็ตอบได้เลยว่า เป็นความต้องการของตัวเองอยู่แล้วที่จะสอนคณิตศาสตร์ในระดับ ม.ปลาย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญมากที่สุด

สำหรับเรื่องที่ง่ายที่สุดแต่กลับยากที่สุดก็คือ “การเลือกหัวข้อที่จะสาธิตการสอน” เพราะอย่าลืมว่าโรงเรียนเพิ่งจะเปิดภาคเรียนที่ 1 มาได้เพียง 1 เดือนเศษเท่านั้น ดังนั้น เนื้อหาการเรียนการสอนจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า หลายๆ คนที่เรียน ม.ปลาย ร่วมยุคเดียวกับผมคงพอจำได้ว่าเนื้อหาคณิตศาสตร์ ม.4 นั้นเริ่มต้นจาก “ทฤษฎีเซต” แล้วก็ตามด้วย “ระบบจำนวนจริง” แต่หลังจากมีการประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด ได้มีการแทรกเรื่อง “การให้เหตุผล” (Reasoning) เอาไว้ระหว่างเรื่อง “ทฤษฎีเซต” กับเรื่อง “ระบบจำนวนจริง” ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจเลือกหัวข้อ “การให้เหตุผลแบบอุปนัย” มาใช้สาธิตการสอนในวันนี้ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ คือ

ประการแรก: การให้เหตุผลถือเป็นหัวใจสำคัญของการค้นพบองค์ความรู้ทางคณิตศาสตร์ ความรู้ทางคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าในระดับต้นหรือในระดับงานวิจัย ล้วนเกิดขึ้นจากการให้เหตุผลทั้งสิ้น

ประการที่สอง: การให้เหตุผลแบบอุปนัยสามารถนำมาประยุกต์เป็นเกมได้ เช่น การตอบปัญหาว่า 3 พจน์ถัดไปของลำดับ 1, 3, 9, 27 คืออะไร ก็ต้องใช้การให้เหตุผลแบบอุปนัยในการตอบ

ประการที่สาม: หัวข้อ “การให้เหตุผล” เป็นหัวข้อเรื่องที่จบภายในตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเชื่อมโยงความรู้กับหัวข้ออื่นๆ มากนัก นักเรียนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนและมีความคิดรวบยอดได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาอันสั้น (ทางโรงเรียนกำหนดให้ผมสาธิตการสอนในสถานการณ์จริง ไม่มีตัวแสดงแทน ในเวลา 1 คาบเรียน ประมาณ 50 นาที)

หลังจากเลือกหัวข้อที่จะสาธิตการสอนได้แล้วก็ต้องมาวางแผนการสอน โดยผมได้วางแผนการสอนโดยการจัดให้มีกิจกรรมการเรียนรู้ที่น่าจะทำให้เสร็จได้ภายใน 1 ชั่วโมง (เกิน 1 คาบเรียนมาเล็กน้อย เป็นการเผื่อเหลือเผื่อขาด)

ในที่สุด “วันแรก” ของการเป็นครูก็มาถึง…

ผมเดินทางไปถึงโรงเรียนในเวลาประมาณ 07.45 น. ก็เข้าไปรายงานตัวกับฝ่ายธุรการ ผมจำได้ว่าเวลาประมาณ 08.45 น. ครูสอนคณิตศาสตร์ท่านหนึ่งเข้ามาแจ้งว่า ผมจะต้องไปสอนนักเรียนชั้น ม.4/1 ในคาบที่ 2 (09.30-10.20 น.) จนกระทั่งเวลา 09.20 น. ทางฝ่ายวิชาการพร้อมด้วยคณะผู้บริหารของโรงเรียนก็(หิ้วปีก)พาผมขึ้นไปยังห้องเรียน ม.4/1 ก็นั่งรออยู่หน้าห้องเรียน ระหว่างที่นั่งรอก็ได้มีโอกาสสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติของนักเรียนที่นี่

หลังจากที่พูดคุยกันได้สักพัก “เสียงกริ่งแห่งความตาย” ก็ดังไปทั่วบริเวณโรงเรียน อันเป็นสัญญาณว่าได้เวลาเข้า “ห้องเชือด” แล้ว

หลังเสียงกริ่งแห่งความตายสิ้นสุดลง รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการของโรงเรียนเดินเข้าไปในห้องเรียน ม.4/1 เพื่อนัดแนะอะไรบางอย่างกับนักเรียน หลังจากผ่านไปประมาณ 2-3 นาที รองผู้อำนวยการฯ ก็ออกมานอกห้องพูดว่า “เชิญคุณครูค่ะ” นั่นเป็นสัญญาณว่า ผมกำลังจะเป็นครู(ชั่วคราว)แล้ว

หลังจากนั้นคณะผู้บริหารโรงเรียนก็เดินเข้าทางหลังห้องเพื่อสังเกตการสอนของผม รวมถึงแสดงบทบาทเป็นนักเรียนไปด้วย ส่วนผม… เดินเข้าทางหน้าห้อง (แถมเป็นห้องแอร์อีกต่างหาก)

ทันใดนั้น… หัวหน้าห้องบอก “นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ”

นักเรียนทั้งห้อง “สวัสดีครับ/ค่ะ คุณครู

แล้วก็ตามธรรมเนียมเมื่อเป็นการพบกันครั้งแรกก็มีการแนะนำตัว จากนั้นก็พูดคุยกันเล็กๆ น้อยๆ

ทฤษฎีการเรียนรู้ทฤษฎีหนึ่งบอกว่า “การนำเข้าสู่บทเรียนด้วยการใช้คำถามเป็นการเร้าความสนใจของผู้เรียนได้ดี” ผมจึงเริ่มด้วยคำถาม “ใครเคยมาเรียนสายบ้าง?”

นักเรียนทั้งห้องเงียบสนิทอยู่สักพัก จนกระทั่งมีเสียงนักเรียนหนุ่มน้อยคนหนึ่งทำลายความเงียบด้วยการตอบว่า “ผมเคยครับ”

ผมจึงถามคำถามต่อไปว่า “เพราะอะไรจึงมาสาย?” (สังเกตว่าผมใช้คำถาม “เพราะอะไร” เพื่อให้นักเรียนแสดงเหตุผลแล้วนำเข้าสู่หัวข้อ “การให้เหตุผลแบบอุปนัย”) นักเรียนคนนั้น “ตอบ” แต่ “เหมือนไม่ตอบ” หรือ “ตอบไม่ตรงคำถาม” เพราะสิ่งที่เขาตอบนั้นไม่ใช่การแสดงเหตุผลที่ดี

หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนคำถามแล้วลองถามนักเรียนคนอื่นๆ บ้าง ซึ่งก็มีแนวโน้ม “ที่ดี” ในการแสดง “เหตุผลที่เป็นเหตุผล” แต่ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายเพราะว่านักเรียนหลายคนเริ่มออกนอกเส้นทาง ผมจึงต้องตะล่อมให้กลับเข้าสู่เนื้อหาที่ต้องการนำเสนอในวันนี้ ซึ่งก็คือ “การให้เหตุผลแบบอุปนัย”

ผมเริ่มต้นด้วยคำถามอีกเช่นเคย…

เป็นครั้งแรกที่นักเรียนส่วนใหญ่สามารถตอบคำถามได้อย่างถูกต้องและ “มีเหตุผลประกอบ”

หลังจากนั้นผมเริ่มถามคำถามที่ยากขึ้น พร้อมทั้งกำชับว่าในการตอบคำถามนั้น ขอให้มาพร้อมเหตุผล

ผมถามคำถามแบบนี้ซ้ำอีก 2-3 คำถาม โดยมีคำถามท้ายๆ ที่ผมต้องบอกตามตรงว่า “คาดไม่ถึง” ว่านักเรียนจะคิดได้อย่างรวดเร็ว และเป็นวิธีคิด (หรือเหตุผล) ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงกับ “โพย” ที่ผมเตรียมมา” อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับในวิธีคิดของพวกเขา เพราะสิ่งนี้ได้นำไปสู่คำตอบที่ถูกต้องเช่นกัน

ข้อเตือนใจอย่างหนึ่งของคนเป็นครูคณิตศาสตร์ก็คือ… เมื่อนักเรียนแสดงเหตุผลที่สมเหตุสมผลและนำไปสู่คำตอบที่ถูกต้องเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ตรงกับวิธีคิดของครูก็ตาม ครูควรให้การเสริมแรง (reinforcement) ด้วยการชมเชย และยอมรับว่าเป็นวิธีคิดที่แหวกแนว แต่ถูกต้องเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แผนการสอนที่เตรียมมาในช่วง “สรุปบทเรียน” ไม่ได้ถูกนำมาใช้ เพราะว่าเวลา 50 นาทีสำหรับ 1 คาบเรียนนั้นไม่เพียงพอ แล้วก็ได้เวลากล่าวลานักเรียน (เหมือนกับว่าจะลาออกอย่างไรอย่างนั้น)

“ขอบคุณครับ/ค่ะ คุณครู

หลังจากเสร็จสิ้นการสาธิตการสอนแล้ว ก็ได้มีโอกาสพูดคุยกันถึงเรื่องการทำงานที่นี่ (ตอนแรกเขาว่าจะพาไปดูห้องทำงาน แต่เขาคงลืมไปแล้ว) พร้อมทั้งบอกกำหนดการเริ่มงานว่า ให้ผมเริ่มงานที่นี่ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2555 เป็นต้นไป

ป.ล.

1. นักเรียนที่นี่เรียก “ครู” ว่า “ครู” ซึ่งผมชอบแบบนี้มากกว่าการเรียก “ครู” ด้วยคำว่า “อาจารย์” เหมือนอย่างโรงเรียนรัฐบาลหลายแห่ง

2. ผมไม่เอ่ยชื่อของโรงเรียน เพื่อจะรอเฉลยทีเดียวในวันที่ 16 กรกฏาคม

3. ในระหว่างการสอน ผมทำสิ่งที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยในระหว่างการทำโจทย์เรื่องการให้เหตุผลแบบอุปนัยนั้น ผมได้พูดออกไปว่า “โจทย์เดียวกัน แต่มีหลายวิธีคิด หากวิธีคิดนั้นถูกต้อง ย่อมให้คำตอบเดียวกันเสมอ” แล้วก็ตามด้วย “แต่โจทย์เดียวกัน หากมีหลายวิธีคิด แล้วแต่ละวิธีนั้นก็ให้คำตอบที่ถูกต้องเช่นกัน ก็ถือว่าทุกคำตอบนั้นถูกต้องด้วย” ซึ่งข้อความหลังเป็นการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดอย่างมหันต์อย่างไม่น่าให้อภัยจริงๆ ซึ่งถ้าเรามีวาสนาต่อกัน ผมก็คงต้องแก้ไขความผิดพลาดนี้เป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน