บทความตอนนี้จะเป็นการสรุปบทเรียนที่ได้จากการไปสาธิตการสอนที่โรงเรียน… (ขอสงวนชื่อ) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา บทเรียนแรกที่ผมได้รับ คือ “ความสนใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียน” ซึ่งดูเหมือนว่าการนำเข้าสู่บทเรียนในวันนั้นประสบความสำเร็จพอสมควร แต่เนื่องจากเวลาที่มีเพียง 1 คาบเรียน คือ 50 นาที จึงไม่อาจขยายความอะไรได้มากนัก จึงกระโจนเข้าสู่เรื่องที่จะนำเสนอทันทีโดยอาศัยความรู้เดิมที่นักเรียนเพิ่งได้รับสดๆ ร้อนๆ จากการนำเข้าสู่บทเรียนนั่นเอง

นักเรียนที่ตั้งหลักได้แล้วก็ให้ความร่วมมือในการทำโจทย์เป็นอย่างดี มีการถกเถียงกับเพื่อนที่นั่งข้างๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย (สำหรับบางคน) อย่างไรก็ตาม มีนักเรียนบางคนที่หลับในเวลาเรียน (ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึง 10 โมงเช้าด้วยซ้ำ!) จนผมต้องส่งสัญญาณด้วยสายตาอำมหิตไปให้เพื่อนนักเรียนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ซึ่งก็ได้ผลชั่วครู่ แล้วพอผมเผลอก็หลับต่อ (ฮา) เพราะฉะนั้นแล้ว มันจึงเป็นเรื่องที่ยากแต่ท้าทายสำหรับครูที่จะทำอย่างไรให้นักเรียนให้ความสนใจกับบทเรียนที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งผมคงต้องค่อยๆ เรียนรู้ต่อไป

บทเรียนประการที่สอง คือ “ยั่วยุให้นักเรียนคิด ดีกว่าใช้การบรรยายอย่างเดียว” เพราะคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ต้องใช้ความคิด ผมจึงใช้โจทย์ที่มีความหลากหลายตั้งแต่ง่ายโคตรไปจนถึงโคตรยาก โดยเฉพาะโจทย์ข้อโคตรยากมีการ ยั่วยุนักเรียนว่า “ครูใช้เวลาคิดโจทย์นี้ถึง 2 ชั่วโมง หวังว่าจะมีใครสักคนในที่นี้คิดได้เร็วกว่าครู” ซึ่งผมก็ปล่อยให้นักเรียนจริงและนักเรียนสมมติได้ลองคิดกันสักพัก ในระหว่างนี้ ผมเดินสำรวจรอบห้องดูว่า “กระดาษทด” ของนักเรียนทุกคนมีร่องรอยมากน้อยแค่ไหน ก็ปรากฏว่ามีนักเรียนจำนวนไม่ถึงครึ่งที่พยายามคิด ส่วนที่เหลือลอกโจทย์แล้วเว้นว่าง หรือไม่ก็มีร่องรอยการทดเลขบ้างเล็กน้อย สำหรับนักเรียนสมมติที่ให้ความร่วมมือในการคิดโจทย์ที่ผมให้ด้วยนั้น ได้ส่งกระดาษทดให้ผมดูแล้วถามว่า “ครูคะ ถูกไหมคะ?” ผมบอกว่า “ยังครับ พยายามคิดต่อไป” ซึ่งอันที่จริงแล้วคำตอบนั้นถูกต้องอยู่แล้ว แต่นักเรียนสมมติยังเขียนคำตอบไม่ครบถ้วนตามที่โจทย์กำหนด จึงต้องบอกไปเช่นนั้น

หลังจากผมให้เวลาประมาณ 5 นาที ก็มีนักเรียนโพล่งออกมาว่า “หนูคิดได้แล้วค่ะ!” เท่านั้นแหละ… ผมไม่รอช้ารีบเสริมแรงด้วยการบอกว่า “ถ้าเช่นนั้นลองออกไปแสดงวิธีคิดให้ครูดูหน่อยสิ” แล้วนักเรียนสาวคนนั้นก็ออกไปขีดๆ เขียนๆ แถมยังมีการทดเลขให้ดูอีกต่างหาก ปรากฏว่ามีการทดเลขผิด ผมก็ชิงพูดว่า “คิดเลขผิด!” เท่านั้นแหละเธอก็ลนลานหาใหญ่เลยว่าผิดตรงไหน เธอใช้เวลาสักพักก็ค้นพบว่าตัวเอง “คิดเลขผิดจริงๆ” หลังจากที่เธอแก้ไขการคำนวณเสร็จแล้ว ผมก็ตรวจคำตอบทั้งหมดแล้วบอกว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบ ส่วนเธอก็ยิ้มแบบสะใจที่เอาชนะครูได้ (ฮา)

บทเรียนประการที่สาม คือ “ใส่ใจนักเรียนให้ทั่วถึง และอย่าลืมสบตานักเรียน” ในช่วงต้นของคาบเรียน ความตื่นเต้นยังคงมีอยู่ ผมจึงเอาแต่พูดกับนักเรียนแถวหน้า จนกระทั่งผ่านไป 10 นาที ผมเริ่มตั้งหลักได้และเริ่ม “เมามัน” กับการสอนมากขึ้น ผมเริ่มซักถามนักเรียนแต่ละแถวอย่างทั่วถึง และสบตานักเรียนทุกคน (ถึงแม้ว่าบางคนจะไม่ได้ถูกผมถามคำถามก็ตาม) ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับครู เพราะนักเรียนบางคน (รวมถึงตัวผมเองเมื่อครั้งยังเป็นเด็กน้อยตาดำๆ) อาจมีความรู้สึกอยากเรียนวิชานี้หรือมีแรงบันดาลใจบางอย่างจากครูคนนั้นเพียงเพราะพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ จากครู เช่น การสบตาแม้เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ตาม หรือการให้คำชมหากนักเรียนทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นต้น

บทเรียนประการที่สี่ คือ “ครูต้องหยุดการสอนทันที หากมีนักเรียนทำอะไรประหลาดๆ ในชั้นเรียน” เรื่องนี้สำคัญมากเพราะนอกจากจะเป็นการทำลายสมาธิของครูแล้ว ยังเป็นการฆาตกรรมเพื่อนนักเรียนโดยอ้อมด้วย ครูจึงจำเป็นต้องยุติการสอนกลางคัน เพื่อให้เพื่อนนักเรียนช่วยกันสำรวจว่าเกิดอะไรขึ้น สำหรับผม… มีนักเรียนหญิงแถวหลังคู่หนึ่งคุยกันจนเสียงมาถึงหน้าชั้นเรียน ผมจึงหยุดการสอน แล้วใช้สายตาอำมหิตจ้องไปที่นักเรียนหญิงคู่นั้น ก็ปรากฏว่านักเรียนทั้งห้องมองไปทางหลังห้องเป็นสายตาเดียวกัน นักเรียนสมมติที่นั่งใกล้ๆ จึงต้องสะกิด แล้วผมจึงดำเนินการสอนต่อไป

บทเรียนประการสุดท้าย คือ “เป็นความจริงทางจิตวิทยาที่ว่าสมาธิของนักเรียนจะคงอยู่ได้ไม่เกิน 20 นาที” ในบทเรียนที่แล้วผมเขียนถึงนักเรียนที่คุยกันในชั้นเรียนก็ปรากฏว่าเป็นเวลาหลังจากเริ่มต้นคาบเรียนไปประมาณ 15 นาที ดังนั้น ต่อจากนี้ไปเมื่อถึงเวลาสอนจริงคงต้องมีการปรับแผนการจัดการเรียนรู้ให้เป็นแบบ “ช่วงๆ” (ไม่ใช่หลินฮุ่ยและหลินปิงแน่นอน – ฮา) เพื่อให้นักเรียนมีสมาธิกับสิ่งที่เรียนและสามารถทำความเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น