เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผมมีตารางสอนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่มเติม ชั้น ม.6/3 ระหว่างเวลา 13.00-14.40 น. (2 คาบเรียนติดต่อกัน) โดยเมื่อวันพุธ (18) ท้ายคาบเรียน นักเรียนในห้องได้ขอให้ผมดำเนินการจัดทบทวนก่อนสอบกลางภาคในสัปดาห์หน้าให้ในวันที่ 19 ผมจึงไปหาโจทย์ที่เป็นข้อสอบเอ็นทรานซ์ปีเก่าๆ (ตรงนี้ขอย้ำว่า “เอ็นทรานซ์” ไม่ใช่ “แอดมิชชั่น” อันเป็นการรับประกันความเก่าแก่ของข้อสอบได้เป็นอย่างดี – ฮา) ได้ทั้งหมด 3 ข้อ ซึ่งมีความยากง่ายเหมาะสมกับนักเรียนสายศิลป์-คำนวณ หลังจากผมเขียนโจทย์บนกระดานเสร็จ ก็ท้าทายนักเรียนว่า “ใครที่สามารถคิดได้ก่อนสามารถขึ้นกระดานได้ทันที” ในวันนี้นับว่าน่าแปลกใจที่เด็กซึ่งคุยกันอย่างเดียวในครั้งแรกที่ได้พบกัน โดยไม่ใส่ใจกับสิ่งที่ผมกำลังสอนอยู่ กลับกระตือรือร้นที่จะ “คุยไป ทำโจทย์ไป” จนเสียงดังขึ้นมาหลายครั้ง ทำให้ผมต้องคอยเตือนพวกเขาให้เบาเสียงลงบ้าง

ในที่สุดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นในช่วงท้ายคาบเรียน (ประมาณ 10 นาทีก่อนหมดเวลา) เมื่อนักเรียนกลุ่มใหญ่พากันเดินออกจากห้องเรียนอย่างหน้าตาเฉยโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผม แล้วก็พากันส่งเสียงดังอึกทึก ผมเข้าใจว่าเสียงนั้นคงดังไปถึงห้องฝ่ายกิจการนักเรียนที่อยู่ชั้นล่างในตำแหน่งที่ตรงกับห้องเรียนของ ม.6/3 พอดี ครูฝ่ายกิจการนักเรียนท่านหนึ่งจึงขึ้นมา “ไล่” ให้เข้าห้องเรียนพร้อมกับถามหา “ครูประจำวิชา” บังเอิญที่ผมอยู่หน้าห้องเรียนพอดีจึงได้โอกาสคุยกัน สิ่งที่ผมกับครูท่านนั้นคุยกันเป็นสิ่งที่นักเรียน ม.6/3 คาดเดาไม่ได้จนกระทั่งเกิดอาการ “จิตตก” ไปตามๆ กัน เห็นได้จากพฤติกรรม “ส่องกระจก” เพื่อสังเกตการณ์จากข้างในห้อง

ความจริงแล้วสิ่งที่ผมกับครูท่านนั้นคุยกันเป็นเพียงการถามไถ่เรื่องการทำงานในฐานะครูใหม่เท่านั้น แล้วยังย้ำกับผมอีกว่า “ขอให้ครูอดทนกับเด็กพวกนี้ให้มากๆ นะครับ” จากนั้นก็เดินจากไป

หลังจากนั้นผมก็เดินกลับไปที่ห้อง ม.6/3 ซึ่งในขณะนั้นยังมีเวลาเหลืออีกประมาณ 5 นาทีก่อนหมดเวลา นักเรียนทั้งหลายที่มัวแต่ “ส่องกระจก” ก็แตกฮือกลับเข้าประจำที่กันอย่างเรียบร้อย คนที่มีโต๊ะเรียนประจำตำแหน่งอยู่ใกล้หน้าต่างมากที่สุดก็มายืนออกันที่ประตู ทุกคนถามผมในเรื่องเดียวกันว่า “ครูเป็นอย่างไรบ้าง?” “โดนดุหรือเปล่า?” ในขณะนั้นสีหน้าของผมเรียบเฉยที่สุดเพราะทราบดีว่าไม่ได้มีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นอย่างที่เด็กๆ วิตกกันไปเอง ผมตัดสินใจตอบนักเรียนกลุ่มนั้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “ไม่มีอะไรจริงๆ” แล้วก็เข้าประจำการที่โต๊ะครูหน้าห้องเรียน ส่วนนักเรียนนั่งเงียบกริบกันทุกคน

ผมหันไปที่กระดานอีกครั้ง แล้วหยิบปากกาเขียน white board สีแดงขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อ เพื่อเขียนไว้ตัวโตๆ ว่า

“อยากให้พวกเราควบคุมตัวเองให้ดีกว่านี้ พวกเราโตแล้ว!”

จากนั้นไม่กี่อึดใจ เมื่อเสียงกริ่งบอกเวลาดังขึ้น หัวหน้าห้องบอก “นักเรียนทั้งหมดทำความเคารพ”

แทนที่นักเรียนทั้งห้องจะพูดพร้อมกันว่า

“ขอบคุณครับคุณครู/ขอบคุณค่ะคุณครู” อย่างที่ทุกท่านคุ้นเคยกันดีเมื่อสมัยเป็นเด็กน้อยตาดำๆ

แต่พวกเขากลับกล่าวพร้อมกันว่า…

“ขอโทษครับคุณครู/ขอโทษค่ะคุณครู”

ผมยืนขึ้นรับการเคารพของเด็กๆ ด้วยอารมณ์ที่หลากหลายทั้ง “ดีใจ” “แปลกใจ” และ “ซาบซึ้ง”

ผม “ดีใจ” เพราะนักเรียนได้ทราบแล้วว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และอาจนำความเสียหายมาสู่ตนเองและผู้อื่นได้

ผม “แปลกใจ” เพราะเป็นพฤติกรรมที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับนักเรียน ม.6/3 ที่ผมได้พบกันเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ที่ผ่านมา

ผม “ซาบซึ้ง” เพราะนักเรียนกล่าวคำว่า “ขอโทษครับคุณครู/ขอโทษค่ะคุณครู” ด้วยเสียงอันดังและหนักแน่น ทำให้ผมเชื่ออย่างสนิทใจว่าเป็นการกระทำจากใจจริง ไม่ใช่ทำแบบขอไปที

หลังจากผมเดินกลับห้องทำงานแล้ว ผมใช้เวลาครุ่นคิดอยู่สักพักก็ได้ข้อสรุปจากเรื่องราวนี้ว่า…

ประการแรก ตัวผมเองยังมีประสบการณ์น้อยเกินไปในการควบคุมชั้นเรียนให้อยู่ในระเบียบวินัย ดังนั้น จากนี้ไปจะต้องเรียนรู้และ “ใจแข็ง” กับการกระทำหรือพฤติกรรมบางลักษณะของนักเรียน เพื่อมิให้การกระทำนั้นเป็นการทำลายระเบียบวินัยของชั้นเรียนอีกต่อไป

ประการที่สอง ตัวนักเรียนเองมีความใฝ่ดีอยู่ในตัว แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้นักเรียนเหล่านี้ไม่มีโอกาสในการแสดงพฤติกรรมใฝ่ดีอย่างที่ตนเองอยากทำ

ประการที่สาม ความเข้าใจจิตวิทยาของวัยรุ่นนับว่ามีความสำคัญมาก นักเรียนในวัยนี้มักคิดว่าตนเองโตแล้ว แต่แท้ที่จริงคือ “โตแต่ตัว แต่พฤติกรรมยังคงแสดงความเป็นเด็กอยู่” คือการดื้อรั้นนั่นเอง จึงเป็นที่มาของการที่ผมเขียนว่า “…ต้องรู้จักควบคุมตัวเอง…” เพื่อลดการแสดงพฤติกรรมความเป็นเด็กลง หากทำได้ตามนี้ก็อาจกล่าวได้ว่าพวกเขาได้บรรลุ “วุฒิภาวะทางอารมณ์” หรือความพร้อมในการเป็นผู้ใหญ่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งช่วงเวลานับจากนี้ไปผมจะเฝ้าสังเกตพวกเขาไปเรื่อยๆ คอยตักเตือนเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม จนกระทั่งพวกเขาสำเร็จการศึกษาในเดือนมีนาคมปีหน้า…