สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่สามของการทำงานที่โรงเรียนนี้ ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนักเรียนและเพื่อนร่วมงาน (ซึ่งส่วนใหญ่อายุตัวน้อยกว่าผม แต่อายุงานเยอะกว่า!) เข้ากันได้ดี อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่ผ่านเข้ามาทดสอบและผมเชื่อว่าครูใหม่ทุกท่านน่าจะเคยผ่านบททดสอบนี้มาแล้วก็คือ “การถูกนักเรียนนินทา”

เพียงแค่สามสัปดาห์ของการทำงาน ผมบันทึกเอาไว้ว่าถูกนักเรียนนินทามาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกได้รับการบอกเล่าจากเพื่อนครูที่สอนห้องเดียวกันแต่คนละวิชา (เขาสอนคณิตศาสตร์พื้นฐาน ส่วนผมสอนคณิตศาสตร์เพิ่มเติม – ผมระบุเพียงเท่านี้ ใครที่อ่าน blog ผมเป็นประจำคงพอเดาได้แล้วว่าน่าจะหมายถึงนักเรียนห้องไหน?) โดยถูกนินทาว่า “สอนไม่รู้เรื่อง แถมยังพูดบ้าบอคอแตกอะไรก็ไม่รู้”

แรงไหม?

ถ้าคุณคิดว่ายังไม่แรงพอ… ลองดูประสบการณ์ครั้งที่สองซึ่งผมเผชิญมากับหูตัวเอง ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากผมสอนนักเรียนชั้นสูงสุดของโรงเรียนจนใกล้จะหมดคาบเรียน จู่ๆ ก็มีเสียงนักเรียนหญิงคนหนึ่งลอยมาตามลมซึ่งพอจับใจความได้ว่า “สอนเหี้ยอะไรวะ… แม่งฟังไม่รู้เรื่อง!”

ถามว่าผมได้ยินไหม? ก็ตอบว่า “ได้ยิน” แต่ผมหันไปตามเสียงไม่ทัน เนื่องจากกำลังอธิบายเพิ่มเติมแบบตัวต่อตัวให้นักเรียนชายอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่คนละมุมห้องอยู่ หลังจากหมดคาบเรียน ผมจึงเก็บสิ่งที่ได้ยินเอามาไตร่ตรองอย่างรอบคอบก็พบว่ามีประเด็นที่น่าคิด ดังนี้…

ประเด็นแรก สิ่งที่ผมสอนนั้นเป็นการให้แนวคิดพื้นฐานของเรื่องใหม่ แต่ต้องเชื่อมโยงความรู้พื้นฐานที่เคยเรียนมาแล้วในชั้น ม.4 ซึ่งผมพยายามพูดซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้นักเรียนได้ระลึกถึงง่ายขึ้น สิ่งที่น่าคิดก็คือ นักเรียนหญิงคนนั้นมีปัญหากับวิธีการสอนของผมที่เน้นความรู้พื้นฐานมากกว่าเน้นการท่องจำแบบกวดวิชาเหมือนที่นักเรียนคนนั้นคุ้นเคยหรือเปล่า? หรือว่าเป็นเพราะตัวผมเองที่สอนไม่รู้เรื่องจริงๆ?

ประเด็นที่สอง หากนักเรียนมีปัญหากับวิธีการสอนของผมจริงๆ แล้วปัญหานี้จะเกิดกับนักเรียนคนอื่นๆ และระดับชั้นอื่นๆ อีกหรือไม่ เพราะมีข้อมูลบางอย่างที่ผู้บริหารของโรงเรียนเคยปรารภกับผมในช่วงแรกของการทำงาน ซึ่งพอได้ฟังแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ

ประเด็นที่สาม อาจเป็นไปได้ว่าในช่วงนี้เป็นช่วงรอยต่อระหว่างครูสองคนที่อาจมีวิธีการสอนหรือรูปแบบการสอนที่แตกต่างกัน (ผมได้มีโอกาสตรวจสมุดแบบฝึกหัดของนักเรียนย้อนหลังไปตั้งแต่เปิดภาคเรียนก็พบว่า ครูคนเก่าเน้นการท่องจำมากเกินไป) เด็กนักเรียนจึงอยู่ใน “ภาวะช็อค” และกำลังอยู่ในช่วงปรับตัว ซึ่งผมตระหนักในประเด็นนี้อยู่แล้ว ในการสอนจึงพยายามไปอย่างช้าที่สุด และพยายามใช้คำถามเพื่อกระตุ้นความคิดและความจำ แทนที่จะยัดเยียดความรู้ใหม่ลงไปอย่างเดียว ซึ่งเชื่อแน่ว่าผ่านไปแค่ชั่วข้ามคืนก็คงลืมไปจนหมดสิ้น จึงเป็นที่มาของการ “ระบาย” ผ่านทางคำพูดนั่นเอง

น่าเสียดายที่ผมไม่สามารถระบุตัวนักเรียนคนที่สองได้ หากระบุตัวได้ก็จะพูดกับเธอว่า “โชคดีที่คนซึ่งเธอพูดถึงนั้นเป็นครูของเธอ ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ครูของเธอ เขาคงไม่ปล่อยเธอไปง่ายๆ อย่างแน่นอน เพราะการใช้คำหยาบคายนั้นเป็นการกระตุ้น ‘ต่อมฉุน’ ของคนเราเป็นอย่างดี”